ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันพฤหัสบดี ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2564

เปิด"ม.111"คณะก้าวหน้าเสี่ยงโดนน็อคศึกอบจ.

6.97K 65
เปิดม.111คณะก้าวหน้าเสี่ยงโดนน็อคศึกอบจ.

ศึกเลือกตั้งนายก อบจ. และสมาชิกสภา อบจ.หนนี้ กำลังมีมรสุมลูกใหม่ถาโถมเข้าใส่ "คณะก้าวหน้า" ที่หมายมั่นปั้นมือว่าจะยึดหัวหาด "ปักธง" ผู้สมัครของพรรคในระดับท้องถิ่นได้สำเร็จ เป็นการนำร่อง เบิกฤกษ์ สร้างการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองตามแนวทางที่แกนนำคณะก้าวหน้าวาดหวัง

เพราะล่าสุดคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. มีมติสั่งตั้งคณะกรรมการสืบสวน กรณีการเคลื่อนไหวของ 3 แกนนำคณะก้าวหน้า คือ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ นายปิยบุตร แสงกนกกุล และ น.ส.พรรณิการ์ วานิช กรณีส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้งนายกและสมาชิกสภา อบจ. พร้อมทั้งช่วยหาเสียงให้กับผู้สมัคร ในลักษณะเหมือนเป็น "พรรคการเมือง"

เรื่องนี้มีกฎหมายห้ามเอาไว้ คือ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง หรือ พ.ร.ป.พรรคการเมือง มาตรา 111 กำหนดว่า "ผู้ใดสมคบกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ดำเนินกิจการเช่นเดียวกับพรรคการเมือง หรือผู้ใดดำเนินการ ไม่ว่าด้วยวิธีใดให้เข้าใจว่าเป็นพรรคการเมือง โดยไม่ได้จดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมือง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 5 ปี"

นี่คือประเด็นที่ กกต.สั่งให้สืบสวนสอบสวน ซึ่งเรื่องนี้โทษไม่ใช่เบาๆ เพราะมีทั้งโทษอาญา และโทษเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งแกนนำคณะก้าวหน้าทั้ง 3 คน ก็โดนเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งจากคดียุบพรรคอนาคตใหม่อยู่แล้ว คนละ 10 ปี

ที่สำคัญยังอาจมีผลไปถึงตัวผู้สมัครชิงตำแหน้่งนายกและสมาชิกสภา อบจ. ของคณะก้าวหน้าด้วย หากผลการสืบสวนพาดพิงไปว่าอาจทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตและเที่ยงธรรม ก็อาจโดนใบส้ม หรือใบเหลือง ได้เช่นกัน ซึ่งใบส้ม = ระงับสิทธิสมัครของผู้สมัครไว้เป็นการชั่วคราว ส่วนใบเหลือง = สั่งเลือกตั้งใหม่


ผู้ที่เปิดประเด็นร้องเรียนเรื่องนี้กับ กกต. ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือ "พี่ศรี" ศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ที่ยื่นคำร้องไว้ตั้งแต่วันที่ 9 พ.ย. โดยให้เหตุผลว่า หลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยยุบพรรคอนาคตใหม่ ทำให้กรรมการบริหารพรรคที่รวมถึง นายธนาธร นายปิยบุตร และ น.ส.พรรณิการ์ ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไปแล้ว แต่บุคคลทั้ง 3 กลับไปจัดตั้งเป็นกลุ่มการเมืองคณะก้าวหน้า มีการกำหนดตำแหน่ง แบ่งงานกันทำ และขับเคลื่อนกิจกรรมทางการเมืองมาโดยตลอด

จนเมื่อ กกต.จัดให้มีการเลือกตั้ง อบจ. คณะก้าวหน้าได้ส่งผู้สมัครทั้งนายก และสมาชิกสภา อบจ.ลงชิงชัยในนามกลุ่ม กว่า 40 จังหวัดทั่วประเทศ จากนั้นได้เดินสายช่วยผู้สมัครของคณะหาเสียง ซึ่งการกระทำนี้อาจเข้าข่ายผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 111 ฉะนั้น กกต.จึงต้องวินิจฉัยว่า การดำเนินกิจกรรมของคณะก้าวหน้า เป็นการสมคบกันเพื่อดำเนินกิจกรรมทางการเมืองในลักษณะเดียวกันกับพรรคการเมืองหรือไม่ ถ้าผิดจะต้องดำเนินการเอาผิดตามที่กฎหมายกำหนด

เป็นที่น่าสังเกตว่า ตามพ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 มาตรา 34 บัญญัติห้าม ข้าราชการการเมือง ส.ส. ส.ว. ผู้บริหารท้องถิ่น สมาชิกสภาท้องถิ่น รวมทั้งเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ ดำเนินการใดๆ ที่เป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้สมัคร ทำให้บรรดาแกนนำพรรคการเมืองต่างๆ ที่เป็น ส.ส. หรือรัฐมนตรี ไม่กล้าเปิดตัวช่วยหาเสียงให้กับผู้สมัคร

ขณะที่ บางพรรคการเมืองไม่ส่งผู้สมัครในนามพรรคเลยก็มี ทั้งๆ ที่กฎหมายไม่ได้ห้าม แต่เนื่องจากความยากลำบากในการหาเสียง เพราะไม่สามารถให้ ส.ส. หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไปช่วยหาเสียงได้ ทำให้หลายพรรคการเมืองเลี่ยงไม่ส่งผู้สมัครในนามพรรคไปเลย เพื่อตัดปัญหา

จากกฎหมายมาตรา 34 นี้ ทำให้ "คณะก้าวหน้า" ซึ่งก็คือแกนนำพรรคอนาคตใหม่ในอดีตที่ถูกยุบพรรคไปแล้ว ดูจะมีความได้เปรียบทางการเมือง เพราะสามารถเปิดตัวหาเสียงได้อย่างเสรี แต่ล่าสุดความได้เปรียบนี้ อาจกลายเป็นหอกย้อนกลับมาทิ่มแทงคณะก้าวหน้าเอง เนื่องจากอาจโดนข้อหา "ดำเนินกิจการเช่นเดียวกับพรรคการเมือง" ซึ่งมีโทษทั้งทางอาญา และตัดสิทธิทางการเมืองได้เหมือนกัน

เรื่องโดย Nation TV | ภาพโดย Nation TV
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend