ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันอังคาร ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2563

"เบญจา"ยันหมวด1-2แก้ไขได้

1.02K 5
เบญจายันหมวด1-2แก้ไขได้

"เด็กก้าวไกล" ยืนยันรัฐธรรมนูญหมวด1-2 สามารถแก้ไขได้ เพราะไร้ข้อห้าม แนะสภาผู้แทนฯเปิดพื้นที่ปลอดภัยให้มีการพูดคุย ย้ำอย่านำไปบิดเบือนว่าก้าวล่วง .

(10 กันยายน 2563) น.ส.เบญจา แสงจันทร์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ได้ขอตั้งคำถามและตั้งข้อสังเกตของรายงานผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาปัญหาหลักเกณฑ์และแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ว่า ในรายงานฉบับนี้ถึงไม่มีความเห็นของการแก้ไขในหมวด 1 ซึ่งเป็นบททั่วไป และหมวด 2 ซึ่งในรายงานฉบับนี้ ได้มีการชี้แจงไว้ว่าไม่มีประเด็นที่จะต้องพิจารณาศึกษา และยังเห็นว่าควรข้ามไป แต่ตามข้อเท็จจริงแล้วในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ไม่ได้มีมาตราใดที่กำหนดไว้ห้ามแก้ไขหมวด 1 และหมวด 2

น.ส.เบญจา กล่าวว่า หรือแม้แต่มาตรา 255 ก็บัญญัติไว้ว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ที่เป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐจะกระทำมิได้ จะเปลี่ยนแปลงการปกครองไปเป็นอย่างอื่นที่ทำให้กระทบกับรูปแบบการปกครอง หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐจักกระทำไม่ได้ รวมถึงมาตรา 256 ก็มีการบัญญัติไว้ว่า ในกรณีร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเป็นการแก้ไขในหมวด 1 หรือหมวด 2 ก่อนจะดำเนินการก็ให้จัดให้มีการออกเสียงประชามติ ตามกฏหมายว่าด้วยการออกเสียงประชามติก่อน

ทั้งนี้ หากผลของการออกเสียงประชามติของประชาชนไม่เห็นชอบด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมแล้ว ก็ถือว่ารัฐธรรมนูญฉบับนั้นไม่ผ่าน ดังนั้น จึงต้องการยกตัวอย่างให้เห็นภาพในกรณีของการแก้ไขหมวด 1 ซึ่งเคยมีการถกเถียงกันมาทุกยุคทุกสมัย และมีการแก้ไขกันมาตลอด ว่าอำนาจอธิปไตยมาจากประชาชนหรืออำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน จนสุดท้ายได้ถกเถียงกันจนสรุปว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน หรือยกตัวอย่างหมวด 2 ในบางมาตรา ก็ได้มีการอภิปรายกันในสภาฯ และมีการพูดถึงและแก้ไขกันมาตลอด เช่น มีการแก้ไขเพิ่มเติมในหมวด 2 ในส่วนขององคมนตรี

อย่างไรก็ตาม หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ก็มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมและรับรองสถานะขององคมนตรีในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2492 เป็นครั้งแรก อย่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่รับรององคมนตรี ก็บัญญัติให้มีจำนวนองคมนตรี 5 คน แต่หลังจากนั้นก็มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มจำนวน จนฉบับปัจจุบันก็มีการแก้ไขว่าเปลี่ยนเป็นองคมนตรี จำนวน 19 คน นี่เป็นการยืนยันว่ารัฐธรรมนูญทุกฉบับมีการแก้ไขในหมวด 1 และหมวด 2 มาโดยตลอด รวมถึงอย่างอำนาจหน้าที่ขององคมนตรี ก็มีการแก้ไขและมีการเปลี่ยนแปลงทั้งในด้านภารกิจของอำนาจและหน้าที่


"สิ่งที่อภิปรายแบบนี้ ดิฉันและพรรคก้าวไกล ต้องการที่จะธำรงไว้ซึ่งระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่อยู่เหนือการเมืองและอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง ดังนั้น กมธ.เองที่เป็นตัวแทนจากสภาฯ ก็ควรที่จะเปิดรับฟังและเปิดพื้นที่ในการที่จะศึกษาและปล่อยให้ทุกฝ่ายได้มีการถกเถียงเรื่องนี้ ไม่ใช่ล็อกไม่ให้มีการศึกษา ไม่ให้แก้หมวด 1 และหมวด 2 การทำแบบนี้ก็เป็นการแช่แข็งประเทศ และการไม่เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้พูดคุยหรือ หรือเสนอทางออกของตัวเอง" น.ส.เบญจา กล่าว

ขณะเดียวกัน รัฐธรรมนูญทุกฉบับไม่ได้เขียนว่าห้ามแก้ไข และรัฐธรรมนูญทุกฉบับก็ยังได้มีการเปิดช่องไว้ว่าให้มีการแก้ไขได้ เพียงแต่รัฐธรรมนูญปี 2560 เป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่ได้ร่างมาเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง จึงทำให้เกิดการแก้ไขได้ยาก ทั้งนี้ เหตุผลที่ตั้งข้อสังเกตแบบนี้ เพราะได้เห็นการชุมนุมเรียกร้องของนักเรียน นักศึกษา ประชาชนในหลายจังหวัดทั่วประเทศ และมีข้อเสนอ 3 ข้อ 2 จุดยืน และ 1 ความฝัน ซึ่งประเด็นหลักในเวทีที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ ประชาชนส่วนใหญ่และนักศึกษาเห็นว่าจะต้องมีการแก้ไขบางมาตราได้ หมวด 1 และหมวด 2

"แม้แต่เวทีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่สะท้อนความต้องการของพวกเขาต่อข้อเสนอ 10 ข้อ ดังนั้น จึงอยากตั้งข้อสังเกตไปยังกมธ. ซึ่งเป็นผู้แทนราษฎรที่มาจากประชาชน ว่ามีหน้าที่ต้องรับฟังข้อเสนอของนักเรียน นักศึกษา เยาวชน ประชาชนทุกกลุ่ม ที่ตะโกนบอกเสียงของเขา บอกกล่าวความต้องการของพวกเขา ว่าต้องออกแบบสังคมที่เขาอยากอยู่ร่วมกันแบบไหน ซึ่งเราต้องรับฟังพวกเขาอย่างจริงใจ มีสติ และมีวุฒิภาวะต่อข้อเสนอต่างๆอย่างเพียงพอ ต้องการหาจินตนาการใหม่ ข้อตกลงใหม่ รัฐธรรมนูญใหม่ หาฉันทามติว่าประเทศไทยแบบไหนที่ทุกคนอยากจะอยู่ร่วมกัน"น.ส.เบญจา ระบุ

น.ส.เบญจา กล่าวต่อว่า ดังนั้นเห็นว่ารัฐธรรมนูญสามารถแก้ไขได้ โดยต้องเปิดพื้นที่ปลอดภัยให้มีการพูดคุยเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ทุกมาตรา ซึ่งไม่ใช่ส่วนตัวและพรรคเสนอให้แก้ในหมวด1 หรือหมวด 2 แต่ยืนยันในคำพูดแค่เสนอว่ามันสามารถแก้ไขได้ และขออย่าให้ใครเอาคำพูดนี้ไปบิดเบือน ว่าก้าวล่วง ซึ่งมันเป็นคนละเรื่องกัน ในส่วนของผู้ที่จะนำไปร้องขอให้เลิก ถ้าจะร้องก็ควรจะไปร้องกับกลุ่มนายทหารทั้งหลาย ที่ได้ก่อการรัฐประหาร ยึดอำนาจการปกครองและประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ทั้งตั้งตนเป็นรัฏฐาธิปัตย์ และเขียนรัฐธรรมนูญใช้เอง ซึ่งคนทำมีความผิดฐานกบฏ และมีโทษประหารชีวิต เหตุการณ์แบบนี้ต่างหากที่คนไทยจะยอมรับไม่ได้

ทั้งนี้ หากผู้แทนที่มาจากประชาชน มาจากการเลือกตั้งของประชาชน จะใช้กระบวนการตามรัฐธรรมนูญแก้ไขรัฐธรรมนูญ คืนอำนาจกลับไปให้ประชาชนผู้ทรงอำนาจสูงสุด และเป็นผู้ทรงอำนาจในการสถาปนารัฐธรรมนูญ ให้ประชาชาเลือกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) มาทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ เช่นนี้โดยไม่ต้องล็อกการแก้หมวดใดหมวดหนึ่ง นี่ต่างหากเป็นเรื่องที่ทำได้และยอมรับได้ นี่คือกระบวนการที่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญและมีความชอบธรรมมากกว่าคณะรัฐประหารที่แย่งชิงอำนาจไปจากประชาชน

เรื่องโดย Nation TV | ภาพโดย Nation TV
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend
แชร์