ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันศุกร์ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2563

"จตุพร"มองการเมืองไทยยังไม่หลุดพ้นวงจรอุบาทว์

470 16
จตุพรมองการเมืองไทยยังไม่หลุดพ้นวงจรอุบาทว์

"จตุพร พรหมพันธุ์" มองการเมืองไทยยังไม่หลุดพ้นวงจรอุบาทว์ ยันทหาร-นักการเมืองสลับกันคุมอำนาจ ส่วนประชาชนต่อสู้บาดเจ็บ-เสียชีวิต ชี้ ส.ว.ยอมปิดสวิตซ์ตัวเอง เพราะรู้ครั้งหน้ามาตรา 272 ไร้ความหมาย

(8 กันยายน 2563) นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวถึงสถานการณ์ทางการเมืองของไทยยังไม่หลุดพ้นจาก วงจรอุบาทว์ว่า เป็นคำพูดของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งหมายถึง เป็นวงจรการเมืองเป็นวัฏจักรสลับอำนาจกัน คือ มีเลือกตั้ง แล้วรัฐประหาร ประชาชนออกมาต่อสู้บาดเจ็บล้มตาย แล้วได้การเลือกตั้ง หลังจากนั้นนักการเมืองบริหารประเทศเกิดทุจริต แล้วทหารยึดอำนาจกันอีกครั้ง

ทั้งนี้ แม้ช่วงแรกทหารจะถูกยกย่องเป็นอัศวินม้าขาว แต่อยู่กลับเผยธาตุแท้หนักกว่านักการเมือง คือ มีทั้งคอร์รัปชันและเป็นเผด็จการพร้อมกัน ท้ายสุดประชาชนจึงลุกขึ้นมาขับไล่อีก ดังนั้นวงจรอุบาทว์นี้จะมีแต่ทหารกับนักการเมืองสลับกันมามีอำนาจ พร้อมกับการกล่าวหากันไปมา ทหารต่อว่านักการเมืองถือเงินมายึดอำนาจ และนักการเมืองดูถูกทหารถือปืนมาชิงอำนาจ แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงอะไร คือประชาชนต้องบาดเจ็บล้มตายยืนพื้นอยู่ตลอดไป

"สถานการณ์ขณะนี้ ประเทศกำลังเดินสู่การยึดอำนาจตามวงจรอุบาทว์อีกครั้งหนึ่ง แม้ครั้งนี้รัฐบาลจากสืบทอดอำนาจมี รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขได้ยาก แต่คงต้องการให้มีคณะรัฐประหารชุดใหม่เข้ามาฉีก ซึ่งเหมือนเป็นการวิ่งพลัดส่งอำนาจต่อให้คณะรัฐประหารชุดใหม่เข้ามาฉีกรัฐธรรมนูญ" นายจตุพร กล่าว

ส่วนการแก้ไขมาตรา 272 เพื่อยกเลิก สว.ช่วงเปลี่ยนผ่านให้โหวตเลือกนายกรัฐมนตรีได้นั้น ซึ่งนายวันชัย สอนศิริ ส.ว. ผู้เสนอได้สารภาพบาปและเห็นด้วยกับการแก้ไขยกเลิก แต่ตนเคยย้ำเสมอว่า อย่าสนใจในมาตรานี้ ถ้า ส.ส.จับมือกันได้ถึง 376 เสียง หรืออย่างน้อย 251 เสียง การโหวตนายกฯของ ส.ว.โดยจับมือกับเสียงข้างน้อยก็ไม่มีความหมายอะไร และถึงที่สุดแล้ว มาตรา 272 มีไว้ขู่นักการเมือง พร้อมทั้งปกป้องนายกรัฐมนตรีก็ไม่ได้

สำหรับกรณี ส.ว.มีท่าทีย่อมปิดสวิตซ์ตัวเอง แต่ไม่พร้อมให้เลือกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ตามมาตรา 256 ซึ่ง ส.ว.พวกนี้ย่อมรู้ว่า ครั้งหน้ามาตรา 272 ไม่มีความหมายใดๆอีกแล้ว จึงแสดงบทเสมือนเป็นการคายอำนาจนี้ออกมา แต่เชื่อว่าทุกอย่างมันสายเกินไปแล้ว


นายจตุพร กล่าวย้ำว่า สถานการณ์ขณะนี้ทุกอย่างเป็นเกมที่เต็มไปด้วยเลห์เพทุบาย มีความพยายามยื้อ และท้ายที่สุดจะไม่ทางให้นักการเมืองได้แก้รัฐธรรมนูญแม้มาตราเดียว พร้อมทั้งมีความพยายามล่อให้เข้าไปสู่คิลลิ่งโซน แต่ตนจะออกไปสู้ เมื่อสามารถกำหนดสนามรบเองได้ และเชื่อว่า พี่น้องที่เคยสู้ด้วยกันมานั้น รู้ว่าตนคิดอะไรอยู่ แม้ไม่มีความขลาดกลัว แต่ก็ต้องรอบคอบว่า จะสู้อย่างไรด้วย

"ผมพยายามอธิบายว่า กลเกมครั้งนี้ไม่ธรรมดา ผมพูดได้ว่าการสู้กันทางการเมืองก็ไม่แพ้ใคร แต่การใช้อาวุธมาฆ่าคนมือเปล่านั้น อย่ามาอธิบายว่า แพ้หรือชนะ เพราะมันคือการฆ่าคนมือเปล่า ส่วนในทางการเมืองนั้นมีตอนไหนที่อธิบายว่ามีความพ่ายแพ้" ประธาน นปช. ระบุ

อย่างไรก็ตาม บนสนามต่อสู้ทางการเมืองยังไม่เคยแพ้ใคร แต่สิ่งที่ต้องการอธิบาย คือ ข้อเรียกร้องของคนหนุ่มสาว และลุกลามไปถึงโรงเรียนมัธยมไปทั่วประเทศ จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง แต่ในทางการเมืองนั้นยังยืนยันว่า ท้ายที่สุดจะไม่ได้แก้รัฐธรรมนูญสักมาตราเดียว ด้วยเหตุนี้การต่อสู้จึงต้องใช้สมองให้มากกว่าความรู้สึก

"วันนี้ประเทศกำลังเดินสู่วงจรอุบาทว์อีกครั้ง ดังนั้น การขับเคลื่อนต้องมีความรอบคอบ โดยยึดระบอบปกครองด้วยประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นระมุข ซึ่ง นปช.ไม่เคยเปลี่ยนอุดมการณ์นี้ และเชื่อว่า 19 ก.ย. นี้ จะมีคนมาร่วมชุมนุมจำนวนมาก หลังจากนั้น ใครจะทำอะไรก็จะเห็นได้ชัดเจน" นายจตุพร กล่าว

ทั้งนี้่ ส่วนตัวจะอยู่ในบทของคนคัดท้ายในแต่สถานการณ์ ซึ่งนั่นไม่ได้หมายถึงความขลาดกลัว แต่รู้ว่าจะทำอะไรตอนไหน พวกคนชอบยุแหย่จะมาเป็นคนบงการชีวิตตนไม่ได้ เพราะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร รู้ว่าปลายทางคืออะไร และต้องทำอะไร

เรื่องโดย Nation TV | ภาพโดย Nation TV
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend
แชร์