ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันศุกร์ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2563

"ทรัมป์" ทำคนแห่ทิ้งสัญชาติ "อเมริกัน" ?

6.41K 24

สหรัฐอเมริกาเป็นชาติมหาอำนาจของโลกที่ได้รับการขนานนามว่า "ดินแดนแห่งเสรีภาพ" จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ใครหลายคนอยากจะมีโอกาสได้เป็น "พลเมืองอเมริกัน" แต่ในทางกลับกัน คนอเมริกันจำนวนไม่น้อยกลับเลือกที่จะทิ้งสัญชาติของตัวเอง

ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้มีพลเมืองอเมริกันที่ทิ้งสัญชาติมากถึง 5,816 คน เพิ่มขึ้นกว่า 1,200% เมื่อเทียบกับช่วง 6 เดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 444 คน และยังมากกว่าจำนวนคนที่ทิ้งสัญชาติอเมริกันตลอดทั้งปีที่แล้วที่มีอยู่ 2,072 คน เกือบ 3 เท่า

ถึงแม้ตัวเลขผู้ทิ้งสัญชาติราว 5,800 คนจะคิดเป็นสัดส่วนอันน้อยนิดเมื่อเทียบกับพลเมืองอเมริกันในต่างแดนราว 9 ล้านคน แต่แนวโน้มที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องปกติ เพราะโดยเฉลี่ยจำนวนคนอเมริกันที่ทิ้งสัญชาติในแต่ละปีจะอยู่ที่ราว 2,000-5,000 คน แต่ปีนี้เพียงแค่ 6 เดือนแรกก็ปาไปเกือบ 6,000 คนแล้ว

ปกติแล้ว การสูญเสียสัญชาติอเมริกันมักเกิดขึ้นโดยความสมัครใจของพลเมืองแต่ละคน หรือไม่ก็อาจมาจากการที่พลเมืองคนนั้นถือหลายสัญชาติ แล้วไปเป็นนักการเมืองหรือทหารของประเทศที่กฎหมายห้ามไม่ให้ถือสัญชาติอื่น จึงจำเป็นต้องทิ้งสัญชาติอเมริกัน หรือในกรณีที่ถูกตัดสินว่าเป็น "กบฏ" ก็สามารถสูญเสียสัญชาติได้เช่นกัน


แล้วทำไมชาวอเมริกันหลายพันคนถึง "สมัครใจ" ทิ้งสัญชาติในแต่ละปี? เหตุผลหลักก็คือ "ภาษี" สหรัฐฯ เป็นประเทศเดียวในโลกที่กำหนดให้ผู้ถือสัญชาติอเมริกันทุกคนต้องยื่นแบบแสดงภาษีไม่ว่าจะอาศัยอยู่ที่ไหนก็ตามบนโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเติบโตและทำงานอยู่ในต่างประเทศมาเกือบทั้งชีวิตก็ตาม ตราบใดที่ยังได้ชื่อว่าเป็นชาวอเมริกันก็ต้องมีหน้าที่เสียภาษี

แต่ชาวอเมริกันจำนวนไม่น้อยที่ลงหลักปักฐานในประเทศอื่นไปแล้วและไม่คิดจะกลับไปใช้ชีวิตในสหรัฐฯ อีกก็มองว่า การคงสัญชาติอเมริกันได้กลายเป็นภาระที่ทำให้ต้องเสียเวลาไปกับระบบการยื่นแบบภาษีที่น่าปวดหัว และบางครั้งอาจทำให้ต้องเสียภาษีซ้ำซ้อนในสองประเทศ จึงตัดใจทิ้งสัญชาติในที่สุด

แต่นี่ไม่ใช่เหตุผลเดียว อีก 2 ปัจจัยสำคัญที่น่าจะทำให้คนอเมริกันทิ้งสัญชาติมากเป็นประวัติการณ์ในปีนี้ ก็คือการระบาดของโรคโควิด-19 ที่เกิดขึ้นในช่วงที่สถานการณ์ทางการเมืองในสหรัฐฯ กำลังดุเดือด

โควิด-19 เป็นวิกฤตครั้งใหญ่ที่ส่งผลกระทบไปทั่วทุกมุมโลก และเป็นปรากฎการณ์ที่เข้ามา disrupt หรือทำให้ชีวิตของคนทั้งโลกต้องหยุดชะงัก โดยในขณะที่สหรัฐฯ ได้กลายมาเป็นประเทศที่มีผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตจากโควิด-19 มากที่สุดในโลก พลเมืองอเมริกันที่อยู่ต่างแดนก็ได้ใช้ช่วงเวลาที่มีมากขึ้นจากการถูกล็อกดาวน์อยู่กับบ้าน ทบทวนแผนการในอนาคตของตัวเองว่ายังอยากกลับไปยังสหรัฐฯ อีกหรือไม่

การที่สถานการณ์โควิด-19 ในสหรัฐฯ ย่ำแย่ขนาดนี้ หลายคนมองว่าเป็นเพราะการเมือง เนื่องจากรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ล้มเหลวในการรับมือไวรัสมาตั้งแต่ต้น ล้มเหลวในการสื่อสารกับประชาชน จนแม้กระทั่งเรื่องจำเป็นขั้นพื้นฐานอย่างการสวมหน้ากากอนามัยยังกลายเป็นประเด็นแบ่งขั้วการเมืองขึ้นมาได้

แถมในช่วงเวลาเดียวกัน สหรัฐฯ ยังเจอกับการชุมนุมประท้วงเรียกร้องความยุติธรรมทางสีผิวครั้งใหญ่สืบเนื่องจากกรณีการเสียชีวิตของจอร์จ ฟลอยด์ และหลายครั้งการชุมนุมได้ลุกลามบานปลายกลายเป็นจลาจล แต่แนวคิดและนโยบายแบบสุดโต่งของทรัมป์ที่ถึงขั้นส่งทหารไปปราบผู้ชุมนุม นอกจากจะไม่ช่วยแก้ปัญหาแล้ว ยังเป็นการกระตุ้นให้เกิดความรุนแรงยิ่งกว่าเดิมด้วย

นี่ยังไม่นับการดำเนินนโยบายต่างประเทศที่ทรัมป์ถูกมองว่ากำลังลดบทบาทสหรัฐฯ ในเวทีโลก ชาวอเมริกันในต่างแดนจึงอาจมองว่า อเมริกาในตอนนี้ ไม่ใช่อเมริกาที่พวกเขารู้จักอีกต่อไปและคงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ช่วงเวลาซึ่งคนอเมริกันทิ้งสัญชาติมากที่สุดก่อนหน้านี้ เกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2559 หรือช่วงเดียวกับที่ทรัมป์ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีนั่นเอง

มีรายงานว่า ขณะนี้หลายคนที่ยังลังเลว่าจะทิ้งสัญชาติอเมริกันหรือไม่กำลังรอตัดสินใจหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีในอีกไม่ถึงสามเดือนข้างหน้า โดยหากผลปรากฏว่าทรัมป์สามารถคว้าชัยชนะได้อีกสมัย เราอาจจะได้เห็นชาวอเมริกันทิ้งสัญชาติกันมากกว่าเดิมจนทุบสถิติใหม่ก็เป็นได้

เรื่องโดย กิตติดิษฐ์ ธนดิษฐ์สุวรรณ | ภาพโดย Nation TV
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend