ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันอังคาร ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2563

5สัญญาณเสี่ยง! ปชป.ห่วงเรียนออนไลน์ช่วงโควิดอาจแย่กว่าดี

535 6
5สัญญาณเสี่ยง! ปชป.ห่วงเรียนออนไลน์ช่วงโควิดอาจแย่กว่าดี

"ประชาธิปัตย์"ห่วงเลื่อนเปิดเทอมโดยเรียนผ่านระบบออนไลน์อาจส่งผลกระทบเด็ก-ผู้ปกครอง-บุคลากรทางการศึกษา แนะเตรียมพร้อมรับมืออย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเผย 5 สัญญาณเสี่ยงที่ทุกฝ่ายความรับมือให้ดี

(9 พฤษภาคม 2563) นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า จากการระบาดของโรคโควิด-19 ที่เริ่มระบาดในประเทศไทยมาตั้งแต่ช่วงต้นปี 2563 แม้สถานการณ์ในปัจจุบันจะเริ่มคลี่คลาย แต่ผลกระทบได้เกิดขึ้นแล้วในหลายมิติทั้งด้านสังคม เทคโนโลยี เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม การเมือง โดยเฉพาะด้านการศึกษา จากการที่นักเรียน นักศึกษา ไม่สามารถไปโรงเรียนได้ตามปกติจากมาตรการปิดสถานศึกษาและเลื่อนการเรียนการสอน และกระทรวงศึกษาธิการได้เลื่อนเปิดเทอมจากกลางเดือนพฤษภาคมออกไปเป็น 1 ก.ค. 2563 จากปัจจัยดังกล่าวจึงอาจก่อปัญหาได้ในหลายๆ ครอบครัว

นางดรุณวรรณ กล่าวว่า มีงานวิจัยที่น่าสนใจของศูนย์วิจัยอนาคตศึกษา ฟิวเจอร์เทลส์ แล็บ (FutureTales Lab by MQDC) ที่ได้ทำการวิเคราะห์ผลกระทบจากการเลื่อนเปิดเทอม ทั้งทางตรงและทางอ้อม ครอบคลุมมิติด้านสังคม เทคโนโลยี เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม การเมือง และค่านิยม พบ 5 สัญญาณ เตือนพ่อแม่ที่ควรพึงระวังในการเตรียมตัวรับมืออย่างมีประสิทธิภาพ หากเกิดปัญหาดังกล่าวขึ้นมา ได้แก่ 1.ปัญหาสุขภาพจิตและการเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งครอบครัวที่ยากจน เด็กต้องพึ่งพาอาหารเช้าและอาหารกลางวันจากทางโรงเรียน 

ทั้งนี้ เมื่อต้องอยู่บ้าน ทำให้เด็กกลุ่มนี้เกิดปัญหาการขาดแคลนอาหาร ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ เกิดภาวะทุพโภชนาการ ส่งผลต่อพัฒนาการและสติปัญญาของเด็ก รวมถึงเรื่องสุขภาพจิตของสมาชิกในครอบครัว และปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรงในครอบครัว ที่อาจเกิดมากขึ้นในช่วงนี้ ซึ่งพ่อแม่ควรต้องใส่ใจการดูแลสุขภาพจิตของตนเอง ลูก และสมาชิกในครอบครัวให้มากขึ้น


รองโฆษกพรรค กล่าวต่อว่า 2.การปรับตัวสู่การเรียนออนไลน์ แม้บางโรงเรียนเริ่มปรับตัวใช้หลักสูตรออนไลน์ โดยให้พ่อแม่ผู้ปกครองได้มีส่วนร่วมกับกิจกรรมการเรียนของลูก แต่โรงเรียนบางแห่งปรับตัวไม่ทัน ไม่มีอุปกรณ์เพียงพอ ไม่มีหลักสูตรออนไลน์รองรับให้กับนักเรียน ครูหรือพ่อแม่ไม่มีทักษะ ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำการเข้าถึงเทคโนโลยีต่างๆ โดยเฉพาะเด็กที่มาจากครอบครัวยากจน รวมถึงความปลอดภัยบนโลกออนไลน์ที่อาจเกิดขึ้นได้

3.ผลกระทบจากเศรษฐกิจหยุดชะงักจากมาตรการปิดเมือง ทำให้สถานะทางการเงินของบางครอบครัวเปลี่ยนไป จากการตกงานเพราะถูกเลิกจ้างกระทันหัน เด็กมีโอกาสหลุดออกจากระบบการศึกษา เพื่อไปช่วยงานที่บ้าน อีกทั้ง ยังกระทบไปถึงกลุ่มของนักศึกษาที่หารายได้พิเศษระหว่างเรียน หรือการสมัครงานของนักศึกษาจบใหม่ ทำให้หลายฝ่ายต้องเผชิญสถานการณ์กดดัน และเกิดความเครียดสะสมได้

4.เด็กและพื้นที่การเรียนรู้ โดยเด็กทุกคนควรมีพื้นที่เหมาะสม ปลอดภัย สำหรับการเรียนรู้และการใช้ชีวิต เพื่ออำนวยความสะดวกในการทำกิจกรรมต่าง ๆ แต่เด็กไทยบางกลุ่มไม่มีห้องส่วนตัวในการทำงานหรือทำการบ้าน โดยเฉพาะเด็กกลุ่มยากจน ซึ่งอาจส่งผลให้เด็กเกิดภาวะความเครียด ไม่มีสมาธิในการเรียนบางครอบครัวปล่อยให้เด็กใช้ชีวิตอยู่บ้านตามลำพัง เนื่องจากพ่อแม่ประกอบอาชีพที่ไม่สามารถทำงานที่บ้านได้ อาจส่งผลต่อเรื่องความปลอดภัยของเด็ก

นางดรุณวรรณกล่าวย้ำว่า5.ค่านิยมต่อสถานศึกษา การให้ความสำคัญกับโรงเรียน สถานศึกษา และครูผู้สอนอาจเปลี่ยนแปลงไป เพราะคนบางกลุ่มคิดว่าการศึกษาสามารถเรียนผ่านระบบออนไลน์จากบ้านได้ แนวคิดที่ว่าไม่จำเป็นต้องมีการเรียนเฉพาะในห้องเรียนหรือการเกิด Hybrid Homeschool อาจเกิดแพร่หลายมากขึ้น ซึ่งแนวคิดดังกล่าวอาจจะส่งผลกระทบต่อสถานศึกษาและอาชีพครูโดยตรงที่จะต้องปรับตัว

"จากผลกระทบทั้ง 5 ด้านดังกล่าว ขอเป็นกำลังใจให้ทุกครอบครัว ที่กำลังเผชิญปัญหา หากพบปัญหาอยากให้ทุกฝ่ายหันหน้าหากัน พูดคุย ทำความเข้าใจ เพื่อช่วยลดความตึงเครียด ทุกปัญหามีทางออก โดยเฉพาะกลไกต่างของภาครัฐ ที่พร้อมเข้ามาช่วยสนับสนุนในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้คลี่คลายไปได้โดยเร็ว พรรคประชาธิปัตย์ก็พร้อมให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่กำลังเดือดร้อนผ่านทุกกลไกทั้งในส่วนของพรรค สภาฯ และรัฐมนตรีของพรรคในทุกกระทรวง เพื่อให้ผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน" นางดรุณวรรณ กล่าว

เรื่องโดย Nation TV | ภาพโดย Nation TV
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend