ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันอาทิตย์ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2562.

"อุ๊ หฤทัย" เผยหมดเงินเป็นล้าน พิสูจน์ภาพแวนโก๊ะ!

249 11
อุ๊ หฤทัย เผยหมดเงินเป็นล้าน พิสูจน์ภาพแวนโก๊ะ!

รายการ "เรื่องลับมาก (NO CENSOR)" ออกอากาศทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 14.00-14.50 น. ทางเนชั่นทีวี ช่อง 22 วันนี้ (10 ต.ค.) พิธีกรสาว "ดร.บุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี" ได้เปิดใจสัมภาษณ์นักร้องดัง "อุ๊ หฤทัย ม่วงบุญศรี" พร้อมเผยเรื่องความรักกับสามีหนุ่มอายุน้อยกว่า รู้จัก 3 เดือนจดทะเบียนสมรส และเรื่องเศร้าที่สุดกับการต้องสูญเสียลูกคนที่ 2

ภาพยังประเมินอยู่?

"ยังอยู่ในกระบวนการ เดินหน้าพิสูจน์หาความจริง ไม่มีกระบวนการทางวิทยาศาสตร์หรือทฤษฎีใดมาล้มล้างข้อสันนิษฐานได้ เราจึงต้องเดินหน้าต่อเพื่อไขข้อสงสัย เพราะหลักฐานที่เราได้ทางวิทยาศาสตร์และเรียงร้อยเพื่อเทียบเคียงประวัติศาสตร์รวมทั้งรูปแบบการวาดอาร์ติสติก สามประเด็นนี้สอดคล้องและเชื่อมโยง ซึ่งหมายความว่าเป็นไปได้มาก"

ยืนยันว่าเป็นภาพของจริง?

"เราจะยืนยันไม่ได้ นอกจากสถาบันที่เกี่ยวข้องจะเป็นผู้ยืนยัน อุ๊ได้แต่ตั้งข้อสันนิษฐาน รอเพียงแต่ผู้มาล้มข้อสันนิษฐาน โดยใช้การวิจัยหรือกระบวนการวิทยาศาสตร์"

คนสนใจว่าเท่าไหร่ ขายได้พันล้านจริงหรือไม่?

"เรื่องมูลค่าอยากให้อยู่ท้ายที่สุด เพราะกระบวนการพิสูจน์เป็นครั้งแรกของประเทศไทย นักวิทยาศาสตร์ทำการพิสูจน์ภาพวาดเป็นครั้งแรก ในไทยเป็นครั้งแรก องค์ความรู้นี้ในประเทศไทยไม่มีให้เน้นเรื่องของหลักฐาน ทุกสิ่งที่เราศึกษาเป็นเรื่องที่เราไม่เคยทำมาก่อน ใช้การศึกษาและวิเคราะห์ต้นแบบจากระดับโลกเทียบเคียงมา"

คนมองว่ามโนเปล่า ภาพปลอม?

"มโนไม่ได้ ทุกอย่างมาจากหลักฐานความเชื่อมโยง ถ้าเราไม่พบความเชื่อมโยงหรือหลักฐานบ่งชี้ว่ามันไม่ใช่ เรื่องมันก็แทงตกไป แต่หลักฐานความเชื่อมโยงมีมากมายเหลือเกินเราก็ต้องเดินหน้าต่อ เพื่อประโยชน์ตัวอุ๊เอง ถ้าอุ๊ไม่ทำใครจะทำ เพราะอุ๊เป็นเจ้าของผู้ครอบครัว อุ๊ไม่มีอะไรจะเสีย รักและสนใจเรื่องนี้อยู่แล้ว"

ตอนนี้เสียเงินกับการพิสูจน์ไปเท่าไหร่?

"เกือบๆ 1 ล้านบาท เฉพาะแล็ปสวิตเซอร์แลนด์ก็ 5 แสนบาท"

ถ้าภาพออกมาไม่ใช่ของจริง จะเป็นยังไง?

"เราได้หายค้างคาใจ ถ้าเราไม่ทำ เราจะเสียใจไปทั้งชีวิต อย่าเข้าใจผิดว่าปากกัดตีนถีบ คุณตาคุณยายเป็นคนมีฐานะ"

ทำไมมีข่าวต้องดิ้นรนตั้งแต่ 14?

"พอช่วงระยะเวลาเริ่มโตเป็นสาว คณพ่อคุณแม่หย่าร้างกัน เป็นความโชคร้ายมาก ช่วงคุณพ่อคุณแม่หย่าร้างกัน คุณตาคุณยายเสียใกล้ๆ กัน ลูกหลานหลายคนลำบากหมดถ้าพ่อแม่ต้องเลิกกัน เราไม่ก้าวก่ายเรื่องผู้ใหญ่ แต่ต้องยอมรับว่าพอไม่ได้อยู่กับคุณพ่อคุณแม่ จากตั้งใจเรียนก็เกเรมาก เพราะไม่มีสมาธิในการเรียน คุณพ่อคุณแม่ทะเลาะกันทุกวันรุนแรงมาก พฤติกรรมเราเริ่มเปลี่ยน เริ่มเหม่อลอยไม่อยากเรียน เริ่่มขอคุณพ่อคุณแม่ไปอยู่โรงเรียนประจำ เบ็ดเสร็จพ่อแม่หย่าขาดจากกัน อุ๊อยู่กับคุณแม่ คุณแม่ก็ลำบาก เพราะต้องเลี้ยงลูกสองคน ตอนนั้นคุณพ่อคุณแม่โกรธกันมาก เราไม่กล้าไปหาพ่อ พ่อกลัวพ่อดุ"

คุณเคยทำตัวเนียนๆ กินข้าวในงานแตงงานคนอื่น?

"อยากจะถามกลับรายการว่าเอาเรื่องนี้มาได้ยังไง (หัวเราะ) ไม่น่ามีคนรู้เยอะ เซอร์ไพรส์มาก มันเป็นเรื่องตลก อุ๊เรียนวิทยาลัยช่างศิลป์ มันเป็นความอุ๊เอง เราเติบโตมาที่บ้านคุณตาคุณยายเราทำบุญตลอด ที่บ้านมีงานบุญตลอด มีคนมารับประทานอาหาร ทานเลี้ยงที่บ้านคุณตาตลอดเวลา เรารู้สึกว่าเป็นเรื่องปกติงานบุญ ใครไปใครมาก็สามารถเข้ามากินข้าวได้ วันนั้นอุ๊กับเพื่อนๆ หิวข้าวมาก นั่งบนกำแพง แล้วเรียงกันป็นสิบคน เราเห็นว่ามีไฟบ้านงาน มองเห็นลิบๆ อุ๊ก็บอกเพื่อนๆ ว่าถ้าเราหิวเราไปกินข้าวในบ้านงานนี้สิ เพื่อนบอกว่าจะบ้าเหรอ ใครจะให้กิน เราก็บอกว่าตอนเด็กใครไปใครมา บ้านเราก็ให้กิน เพื่อนก็บอกว่าไม่จริงหรอก เดี๋ยวถูกเตะออกมาจากงาน เราก็บอกว่าพนันกันมั้ยล่ะ ถ้าเราสามารถพาพวกนายไปกินข้าวบ้านนี้ได้ ก็มีคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ไปกันประมาณ 8-9 คนหนึ่งโต๊ะจีน พาเพื่อนเลาะตัดทุ่งนา เดินเข้าถนนซอยลูกรัง ไปถึงสวัสดีเจ้าภาพ บอกว่ามาแสดงความยินดีและร่วมงาน ด้วยความเป็นเด็ก อัตตาอุ๊ที่อยากเอาชนะเพื่อน สองค่อนข้างมั่นใจธรรมเนียมคนงานบุญต้องต้อนรับ ที่สำคัญที่ตลกมาก เขาเลี้ยงขนมจีนน้ำยาปลา ต้มยำขาหมู กระดูกหมูบนโต๊ะจีน ต้องคาบกลับไปเป็นหลักฐานอีกฝ่ายนึง พอขากลับเราสวัสดีเจ้าบ่าวแล้วอมของไปว่าพวกเราได้มากินจริง ตอนนั้นอายุ 16 ต้องการพิสูจน์ให้เพื่อนเห็น"

ตัดผมสั้น?

"เป็นความห้าวของอุ๊เอง เอาบัตเตอร์เลี่ยนไถหัวที่ร้านตัดผมแล้วเดินกลับมาใส่กระโปรงเหมือนที่เราใส่อยู่บ้าน ใส่รองเท้าแตะลากกลับมา เพื่อนทุกคนชอบมาก ก็เลยเป็นลุกสาวผมสั้น แต่บางครั้งอุ๊ใส่กระโปรง ดูเหมือนทอม แต่ไม่ใช่"

บางร้านร้านสาวหล่อเข้าใจว่าพี่อุ๊เป็นสาวหล่อจ้างประจำ?

"จริง เขาคงเข้าใจว่าเราเป็นทอม ก็บอกตลอดว่าไม่ได้เป็นทอมบอยนะ แต่พวกที่เขาจ้างเราก็บอกว่าไม่เป็นไร พวกหนูปลื้มพี่อยากฟัง ไม่เกี่ยวว่านักร้องที่จ้างต้องเป็นทอมบอย"

เป็นคนสำคัญในงานแต่งสุกัญญา มิเกล?

"จริงๆ ไม่มีใครรู้ พี่มิเกลกับอุ๊ ร้องเพลงอยู่ย่านดียวกัน ตั้งแต่เป็นช่วงวัยรุ่น อย่างถ้าอุุ๊ร้องที่สารสิน พี่มิเกลต้องร้องที่ศาลาแดง นักดนตรีรู้จักกันหมด บางทีพี่มิเกลก็มาเที่ยวสารสิน ก็เจอวนกันอยู่อย่างนี้ เราเห็นมาตั้งแต่เป็นวัยรุ่นจนพี่มิเกลไปแต่งงานและหย่า จนอุ๊ก็แต่งงาน พี่มิเกลต้องการบ้านอุ๊ก็แนะนำอยู่ใกล้กับอุ๊ อยู่หมู่บ้านเดียวกัน มีบ้านใกล้กัน พอพี่มิเกลจะแต่งงานครั้งล่าสุดก็มาปรึกษาที่บ้าน อุ๊บอกว่าการแต่งงานสำคัญที่สุดคือบรรยากาศ อุ๊พอจะรู้จักร้านดอกไม้ที่สามารถคุมงบได้ เดี๋ยวจะช่วยและดูแลให้ อุ๊เลยได้รับการมอบหมายให้ดูแลและจัดสถานที่งานแต่งงานพี่มิเกล โดยใช้งบประมาณที่ไม่ให้มากเกินไป แต่งานออกมาสวย"

งบที่จัดไปประมาณเท่าไหร่?

"ทั้งหมด 1 หมื่นบาท (หัวเราะ) ได้ช่อเป็นไอริสเลยนะ เป็นเหมือนเพื่อนทำให้เพื่อน เพราะฉะนั้นจะไม่มีกำไรหรอก ทุนเราคือแรง กระถางใช้ของที่บ้านที่เรามี ภาชนะใช้ของที่บ้านเรา ดอกไม้ไปซื้อมาและปรึกษาทางเจ้าของร้านให้ส่งน้องๆ ที่เป็นมืออาชีพมาปักให้สวยมาช่วยอุ๊ ใช้ดอกไม้นอก อยากให้งานออกมาเป็นฝรั่ง อุ๊บอกว่าจริงๆ อยากได้งบเพิ่ม ขออีก 3 พัน พี่มิเกลไม่ยอม (หัวเราะ) บอกว่าไปซื้ออย่างอื่นเถอะ ถ้าได้อีก 3 พันจะสวยมาก" 

ตัวจริงเรียบร้อย เป็นผู้ญิ้งผู้หญิง จัดดอกไม้แต่งบ้านอย่างดี ถ้าอยู่ที่บ้านคือสมบูรณ์แบบ ดูแลจัดการได้อย่างดีทั้งสามีและลูก

"น่าจะเป็นสปิริตของเรา คู่ชีวิตเขาเลือกเรามาแล้ว เราก็อยากให้เขามีความสุขที่สุด สบายอกสบายใจ พูดตรงๆ ว่าเขาทำงานเหนื่อย และเขาเลี้ยงเราด้วย อุ๊เป็นนักร้องที่ไม่ได้มีงานเยอะ สามีก็เหนื่อย บางครั้งเครียด อุ๊มีหน้าที่ทำให้เขากลับมาบ้านแล้วมีความสุข"

เจอกันได้ยังไง?

"เป็นรุ่นน้อง อุ๊ไปเยี่ยมเพื่อนที่ม.บูรพา ไปกินเหล้า (หัวเราะ) เพื่อนคนนี้สนิทที่สุด สนิทมากๆ เราก็เลยได้เจอเขา สามีพอเรียนจบก็มาอยู่กับเพื่อนอุ๊อีก จังหวะนั้นอุ๊โสด ก็ได้สานสัมพันธ์กัน ปิ๊งกันแค่ 3 เดือนแล้วจดทะเบียนสมรสเลย เพื่อนก็ด่าค่ะ (หัวเราะ)  อุ๊ป็นคนมีสัณชาตญาณอะไรที่อุ๊มั่นใจ อุ๊ก็จะทำอย่างทุ่มเท อุ๊มั่นใจว่าอุ๊มองคนไม่ผิด เขาเป็นคนดี 15 ปีที่อยู่ด้วยกันมา รักกันมาก มีความเข้าอกเข้าใจกันมาก เพราะตัวอุ๊มีความเป็นตัวเองค่อนข้างสูง ไม่ใช่ผู้ชายทุกคนจะอยู่กับอุ๊ได้ เขาเป็นคนที่เข้าใจเรามากที่สุด 15 ปีมันเหมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน มันไม่ใช่เรื่องโรแมนติกอย่างเดียว มันมีมากกว่านั้น ความดีงามของเขาคือความเข้าใจเรา ผ่าน 15 ปี ความโรแมนติกไม่ใช่แล้ว เขารักเรามาก แต่ความโรแมนติกไม่จำเป็นแล้ว ตอนนี้มีลูกสองคน คนโตอายุ 7 ขวบ คนเล็กอายุ 5 ขวบ"

รักมากถึงขนาดทุกวันนี้ยังเอามือถือตามถ่ายเมีย?

"เขาสนับสนุนอุ๊ทุกอยาง ไม่ว่าอุ๊จะทำอะไร เขาเป็นคนมีฐานะที่ลำบาก เขาจึงตั้งใจเรียน มีจิตใจดี อุ๊คิดว่าผู้หญิงสาวๆ เลือกคู่อย่าไปดูที่ฐานะเสมอไป บางทีผู้ชายที่เขาลำบาก ฐานะยากจนเขาอาจเป็นคนที่สามารถสร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นพ้อมๆ กับเราก็ได้ อย่าไปคาดหวังว่าต้องแต่งงานกับผู้ชายรวยเสมอไป เอาผู้ชายที่เขาเข้าใจเรา รักเรา ตั้งใจทำมาหากิน สร้างเนื้อสร้งตัวไปด้วยกันดีกว่า อาจเจอคนดีมากกว่า"

เรื่องลูกที่เกิดความสูญเสีย?

"เป็นเรื่องเศร้า พยายามพูดเรื่องนี้ให้น้อยที่สุด"

พูดถึงยังจะร้องไห้ เป็นลูกคนที่สอง?

"ปีนั้นเป็นปีที่ลูกชายคนโตเกิด (เสียงสั่น) เราเลยต้องมีบ้าน อุ๊ได้รับมอบหมายในครอบครัวให้ไปดูแลการปลูกสร้างบ้าน บ้านหลังนั้นเป็นบ้านที่สร้างไม่เสร็จของโครงการที่ล้มไปตอนฟองสบู่แตก เราเลยได้บ้านราคาถูก เราเลยมีเงินมารีโนเวทบ้าน ช่วงนั้นงานหนักในการควบคุมการก่อสร้าง ตัวอุ๊ได้รับการว่าจ้างมาหลายเดือน สี่ห้าเดือนช่วงกลางปี งานก็เยอะในช่วงธ.ค. เราก็ไม่รู้ว่าเราจะท้อง เราท้องก็ต้องไปคุมช่าง เดินขึ้นเดินลงอาจเยอะไป ทำงานนักร้องด้วย วันนั้นต้องบินไปขอนแก่นเป็นทริปงานจ้างที่ต้องร้องสองคืนติดไปร้องกับพี่แอม เสาวลักษณ์ พอไปถึงขอนแก่น แต่งหน้าแต่งตัวเสร็จ ช่วงใกล้ๆ ทุ่มนึงเหมือนเราจะมีรอบเดือน เราก็คิดว่าเราท้องอยู่ จะมีรอบเดือนได้ไง ปรากฎว่ามันตกเลือด ก็รายงานพี่เขาว่าเราเหมือนตกเลือด แต่เงินอุ๊รับเงินเขามาแล้ว เงินนั้นก็เอาไปใช้ปลูกสร้างบ้านหมดแล้ว จ๊อบละ 2 หมื่น สี่หมื่นก็ใช้หมดไปแล้ว ไม่สามารถมีเงินคืนเขา ถ้าอุ๊มีเงินคืนเขา อุ๊ก็คงบินกลับ แต่เราทำไม่ได้ เราก็ต้องขึ้นร้องคืนนั้นที่ขอนแก่น ก็เสร็จงานแล้วเข้ารพ. คนที่พาเราเข้ารพ.คือคนขอนแก่นนั่นแหละ อัลตร้าซาวด์ลูกก็ยังอยู่ แต่งานเรายังมีอีกหนึ่งคืน ต้องนั่งรถตู้ไปมหาสารคาม อุ๊ก็นอนคิดว่าเรากลับไม่ได้ จากขอนแก่นมามหาสารคามเป็นชั่วโมงเงินเราก็ไม่มี สุดท้ายเราต้องขึ้นทำงาน แล้วก็แท้งลูก (เสียงสั่นเครือ) เข้ารพ.คืนที่สอง อัลตร้าซาวด์ไม่มีชีพจรแล้วเราก็ต้องเสียเขาไป"

พี่อุ๊เอาอะไรมาช่วยจนสามารถประคับประคอง?

"ต้องพยายามลืม พยายามไม่นึกถึงเขา พยายามปล่อย ไม่ไปยึดติด เราทำดีที่สุดแล้ว ช่วงนั้นเราทำบ้านเราอาจประมาท เราคิดว่าเราติดมาแล้วคนที่หนึ่ง คนที่สองก็น่าจะแข็งแรง แล้วการที่ได้สูญเสียครั้งนั้นก็เป็นบทเรียน พอท้องครั้งที่สาม เลยประคับประคองให้ดีขึ้น"

.

"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend
เรื่องโดย Nation TV | ภาพโดย Nation TV