ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันอังคาร ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2562.

"บิ๊กตู่" แซว "แกนนำนปช." พอรอดไม่เห็นพูดศาลมีความยุติธรรม พอผิดดันบอกศาลไม่ยุติธรรม

14.2K 513
บิ๊กตู่ แซว แกนนำนปช. พอรอดไม่เห็นพูดศาลมีความยุติธรรม พอผิดดันบอกศาลไม่ยุติธรรม

"บิ๊กตู่" ชี้ กรณียกฟ้อง "24แกนนำนปช." ในความผิดฐานร่วมกันก่อการร้าย อยู่ที่พยาน เป็นเรื่องธรรมดา แซว! พอรอดไม่เห็นบอกศาลมีความยุติธรรม พอผิดบอกศาลไม่ยุติธรรมทุกที

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2562 ที่ห้องพิจารณา 701 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก เวลา 10.30 น.ศาลนัดฟังคำพิพากษา คดีกล่าวหา 24 แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ร่วมกันก่อการร้าย

โดยศาลอ่านคำพิพากษาเสร็จสิ้น เมื่อเวลา 11.45 น.ซึ่งศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วให้ยกฟ้องจำเลยทั้งหมด เนื่องจากพยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมาไม่มีพยานใดยืนยันว่าการกระทำตามที่โจทก์นั้น นปช.คนใด ดำเนินการอย่างไรที่จะเป็นความผิดก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/1 , 135/2 ที่จะมีเจตนาพิเศษถึงขนาดเปลี่ยนแปลงกานปกครอง เพียงแต่นำสืบฟังได้ว่า เป็นการชุมนุมทางการเมือง ที่เป็นกรณีเกิดความขัดแย้ง ของการเมืองไทยมาตั้งแต่ก่อนปี 2548 ในช่วงของ รัฐบาล นายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งก่อนหน้านี้ก็เคยมีกลุ่ม ก่อตั้ง พธม.ซึ่งดำเนินการลักษณะของการชุมนุมเรียกร้องทางการเมืองลักษณะคล้ายกัน โดยในการชุมนุมของ นปช.ก็ได้ประกาศเปิดเผยโดยชัดเจนมาตลอดว่าได้ดำเนินการรวมตัวกันโดยสงบสันติและปราศจากอาวุธ วันที่เกิดเหตุการณ์ในแต่ละสถานที่นั้น ขณะที่หากมีการกระทำผิดเป็นรายบุคคลก็ต้องพิจารณาดำเนินคดีเป็นรายๆ พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาจึงยังไม่เพียงพอฟังได้ว่ากระทำผิด

โดยคดีนี้ พนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ อายุ 71 ปี อดีตประธาน นปช. จำเลยที่ 1

นายจตุพร หรือตู่ พรหมพันธุ์ อายุ 54 ปี ประธาน นปช และผู้สนับสนุนพรรคเพื่อชาติ ที่ 2

นายณัฐวุฒิ หรือเต้น ใสยเกื้อ อายุ 44 ปี เลขาธิการ นปช. และอดีตประธานคณะกรรมการรณรงค์หาเสียง พรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ที่ 3

กลุ่มแกนนำ-แนวร่วม นปช นพ.เหวง โตจิราการ อายุ 68 ปี อดีตผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรค ทษช. ที่ 4

นายก่อแก้ว พิกุลทอง อายุ 54 ปี อดีตสมาชิกพรรค ทษช. ที่ 5

นายขวัญชัย สาราคำ หรือ ไพรพนา อายุ 67 ปี ที่ 6

นายยศวริศ ชูกล่อม หรือเจ๋ง ดอกจิก อายุ 61 ปี ที่ 7

นายนิสิต สินธุไพร อายุ 63 ปี อดีต ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย ที่ 8

นายการุณ หรือเก่ง โหสกุล อายุ 52 ปี ส.ส.เพื่อไทย ที่ 9

นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท อายุ 68 ปี ที่ 10

นายภูมิกิติ หรือพิเชษฐ์ สุจินดาทอง อายุ 59 ปี อดีตลูกน้อง คนสนิทพล.ต.ขัตติยะ หรือเสธ.แดง สวัสดิผล อดีตผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ที่ 11

นายสุขเสก หรือสุข พลตื้อ อายุ 43 ปี ที่ 12

นายจรัญ หรือยักษ์ ลอยพูล อายุ 48 ปี การ์ด นปช. ที่13

นายอำนาจ อินทโชติ อายุ 63 ปี ที่ 14

นายชยุต ใหลเจริญ อายุ 46 ปี หัวหน้าการ์ด นปช. ที่ 15

นายสมบัติ หรือผู้กองแดง มากทอง อายุ 57 ปี ที่ 16

นายสุรชัย หรือหรั่ง เทวรัตน์ อายุ 34 ปี อดีตคนสนิท เสธ.แดง ที่ 17

นายรชต หรือกบ วงค์ยอด อายุ 38 ปี ที่ 18

นายยงยุทธ ท้วมมี อายุ 63 ปี แนวร่วม นปช. ที่19

นายอร่าม แสงอรุณ อายุ 58 ปี หัวหน้าการ์ด นปช.อดีตลูกน้องคนสนิท เสธ.แดง ที่ 20

นายเจ็มส์ สิงห์สิทธิ์ อายุ 38 ปี อดีตคนสนิท เสธ.แดง ที่ 21

นายสมพงษ์ หรืออ้อ หรือแขก หรือป้อม บางชม ที่ 22

นายมานพ หรือเป็ด ชาญช่างทอง อายุ 58 ปี กลุ่มการ์ด นปช.ที่ 23

นายอริสมันต์ หรือกี้ พงศ์เรืองรอง อายุ 55 ปี แกนนำ นปช. ที่ 24

ในความผิด 6 ข้อหา ฐานร่วมกันก่อการร้าย โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการใดให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินของรัฐ ประโยชน์สาธารณะ โดยมีความมุ่งหมายขู่เข็ญรัฐบาลไทยให้กระทำการใด หรือเพื่อสร้างความปั่นป่วนโดยให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/1 , ขู่เข็ญว่าจะทำการก่อการร้าย โดยสะสมกำลังพลหรืออาวุธ หรือตระเตรียมการสมคบกันเพื่อก่อการร้าย ตาม ม.135/2 , ร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หรือวิธีอื่นใดที่ไม่ใช่การกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดินฯ ม.116 , มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปใช้กำลังประทุษร้ายขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองโดยผู้กระทำความผิดคนหนึ่งคนใดมีอาวุธ หรือเป็นหัวหน้าสั่งการฯ ม.215 , เมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกการกระทำแล้วไม่เลิก ม.216 ,ร่วมกันชุมนุมหรือมั่วสุม ณ ที่ใดตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปในท้องที่ผู้รับผิดชอบประกาศกำหนด อันเป็นการฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามความในมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548

โดยจำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาขณะที่จำเลยส่วนใหญ่ได้รับการประกันตัวชั้นพิจารณาด้วยหลักทรัพย์ 600,000 บาท พร้อมกำหนดเงื่อนไข ห้ามกระทำการใดๆ ลักษณะดูหมิ่นผู้อื่น ยั่วยุ ปลุกปั่น ปลุกระดม เพื่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง หรืออาจก่อให้เกิดอันตรายกระทบต่อเกียรติยศ ชื่อเสียง และความเป็นอยู่ของผู้อื่น หรือความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน กับห้ามเดินทางออกนอกประเทศเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล

สำหรับคดี อัยการทยอยยื่นฟ้องกลุ่มแกนนำ นปช. เป็นชุดๆ 4 สำนวน ตั้งแต่วันที่ 11 ส.ค.53 เป็นคดีหมายเลขดำ อ.2542/2553 , อ.4339/2553 , อ.757/2554 , อ.4958/2554 จนครบ 24 คน และมีการรวมพิจารณาคดีเดียวกัน ซึ่งใช้เวลาพิจารณาพยานหลักฐานและสืบพยานบุคคล มานานร่วม 9 ปี โดยระหว่างการสืบพยานศาลจะพิจารณานัดดพร้อมเป็นระยะๆ เพื่อร่วมคู่ความกำหนดกรอบประเด็นสืบและระยะเวลาสืบพยานเนื่องจากทั้งโจทก์-จำเลย ต่างเสนอขอสืบพยานนับร้อยปาก โดยทำการสืบพยานต่อเนื่อง ซึ่งเริ่มสืบพยานโจทก์ตั้งแต่ช่วงเดือน ธ.ค.55 และเริ่มสืบพยานจำเลยปี 2562 กระทั่งได้นัดฟังคำพิพากษาวันนี้ (14 ส.ค.62)

โดยฟ้องของโจทก์ ระบุพฤติการณ์กล่าวหาสรุปว่า เมื่อวันที่ 28 ก.พ. - 20 พ.ค.53 ต่อเนื่องกัน จำเลยทั้งหมดกับพวก ร่วมกับ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือเสธ.แดง ซึ่งถึงแก่ความตาย โดยนายวีระกานต์ จำเลยที่ 1 - ที่ 11 ซึ่งเป็นแกนนำ นปช. (กลุ่มคนใส่เสื้อสีแดงเป็นสัญลักษณ์) ได้ยุยงปลุกปั่นประชนทั่วราชอาณาจักรไทย ให้เข้าร่วมชุมนุมต่อต้านรัฐบาลและบังคับขู่เข็ญ นายอภิสิทธิ์ เวชาชีวะ นายกรัฐมนตรีขณะนั้น ให้ประกาศยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ อ้างว่านายอภิสิทธิ์ มาเป็นนายกฯ โดยมิชอบ และให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญฯ ฉบับปี 2550 ซึ่งพวกจำเลยได้ร่วมกันจัดการชุมนุมจำนวนหลายหมื่นคนที่บริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศ , ฝั่ง ถ.ราชดำเนิน ตั้งแต่สี่แยกคอกวัว ถึงสี่แยกมิสกวัน , ฝั่ง ถ.พิษณุโลกจากสะพานชมัยมรุเชษฐ ถึงสี่แยกวังแดง และยริเวณแยกราชประสงค์ และยังมีการเดินขบวนไปปิดล้อมสถานที่ต่างๆด้วย ทั้งสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) , อาคารรัฐสภา , กรมทหารราบที่ 22 และบ้านพักของนายอภิสิทธิ์ นายกฯ (ย่านสุขุมวิท) โดยมีการใช้อาวุธเครื่องยิงลูกระเบิด เอ็ม 79 ยิงใส่บ้านพักประชาชนด้วย

นอกจากนี้ จำเลยกับพวก ยังได้สะสมกำลังพลและอาวุธสงครามร้ายแรง มีการฝึกกำลังคนและฝึกการใช้อาวุธใช้ชื่อ "กลุ่มนักรบพระเจ้าตาก" , "กลุ่มนักรบโรนิน" , "กลุ่มนักรบพระองค์ดำ" เพื่อการก่อการร้าย สร้างความปั่นป่วนเพื่อให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน โดยใช้ยานพาหนะเคลื่อนกลุ่มผู้ชุมนุมไปตามถนนใน กทม. แบบดาวกระจาย เพื่อสร้างความปั่นป่วนให้เกิดความเสียหายแก่การคมนาคม ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่เดือดร้อนเกรงกลัวอันตรายต่อชีวิต-ร่างกาย-ทรัพย์สิน และยังขัดขวางการใช้ชีวิตโดยปกติสุขของประชาชน ซึ่งพวกจำเลยและกลุ่มผู้ชุมนุม ยังได้ใช้เลือดจำนวนมากไปเทราดที่หน้าทำเนียบรัฐบาล , หน้าพรรคประชาธิปัตย์ และบ้านพักนายกรัฐมนตรี กับมีการใช้เครื่องยิงลูกระเบิดเอ็ม 79 ยิงใส่กองรักษาการณ์ของกรมทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ , กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งใช้เป็นสถานที่ประชุม ครม. กับยิงใส่กองบัญชาการศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) มีทหารได้รับบาดเจ็บ นอกจากนี้ใช้เครื่องยิงจรวดอาร์พีจี ยิงใส่กระทรวงกลาโหม , ขว้างระเบิดใส่กรมบังคับคดี และอาคารมูลนิธิรัฐบุรุษ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ , ยิงปืนใส่ธนาคารกรุงเทพ , ขว้างระเบิดใส่ประตูทางเข้าทำเนียบรัฐบาลและสถานที่ราชการต่างๆ อันเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินของรัฐและผู้อื่น เพื่อบีบบังคับกดดันรัฐบาลให้ทำตามข้อเรียกร้อง ซึ่งการกระทำของจำเลยกับพวกในการเดินขบวนชุมนุมประท้วงรัฐบาลดังกล่าวไม่เป็นการกระทำโดยใช้สิทธิเสรีภาพตามขอบเขตของรัฐธรรมนูญ แต่เป็นการกีดกั้นกีดขวางการใช้เส้นทางคมนาคมส่งผลกระทบต่อธุรกิจ ที่สำคัญเกิดความเดือดร้อนเสียหายต่อการประกอบอาชีพและการดำรงชีวิตปกติสุขของประชาชน กระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร จึงเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพเกินขอบเขตรัฐธรรมนูญฯ ปี 2550 ม.34 , 36

ต่อมาเมื่อวันที่ 7 เม.ย.53 นายอภิสิทธิ์ นายกฯ ได้อาศัยอำนาจตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินพ.ศ.2548 ม.5 ,11 โดยความเห็นชอบของ ครม. ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กทม , ปริมณฑล และจังหวัดอื่นๆ โดยห้ามไม่ให้ชุมนุมหรือมั่วสุมเกิน 5 คนขึ้นไป หรือกระทำการอันใดเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย หรือ กีดขวางการจราจร ปิดทางเข้าออกอาคารหรือสถานที่ ที่จะเป็นการขัดขวางการปฎิบัติงาน หรือประกอบกิจการหรือการใช้ชีวิตโดยปกติสุขของประชาชนทั่วไป , ห้ามประทุษร้ายหรือใช้กำลังทำให้ประชาชนเดือดร้อนเสียหายเกรงกลัวอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สิน

โดยจำเลยกับพวก รู้อยู่แล้วว่าการชุมนุมดังกล่าวเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขัดต่อรัฐธรรม ซึ่งรัฐบาลสั่งให้ยุติการชุมนุมแล้ว แต่จำเลยกับพวกไม่ยุติ มีการนำกลุ่มผู้ชุมนุมบุกเข้าไปที่ทำการรัฐสภาทำร้ายร่างกายทหาร แย่งชิงอาวุธปืนเอ็ม 16 ไป 1 กระบอก , บุกรุกไปในสถานีดาวเทียมไทยคม 2 อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี กระทั่งวันที่ 10 เม.ย.53 จำเลยกับพวก และผู้ชุมนุมได้ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ ที่ปฎิบัติการกดดันผู้ชุมนุมเพื่อขอคืนพื้นที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศ และแยกราชประสงค์ โดยมีการใช้กำลังประทุษร้ายและใช้อาวุธปืนสงคราม , ระเบิดขว้าง , เครื่องยิงลูกระเบิดเอ็ม 79 ยิงใส่ทหารประชาชน เป็นเหตุให้ พ.อ.ร่มเกล้า ธุวกรรม และประชาชนเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก หลังจากนั้นมีการลอบวางระเบิดเสาไฟฟ้าแรงสูง ที่ อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อต้องการให้ไฟฟ้าดับทั่ว กทม. อันเป็นการก่อให้เกิดความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะ

ต่อมาวันที่ 14 เม.ย.53 จำเลยกับพวก ยังได้ไปร่วมตัวชุมนุมที่แยกราชประสงค์ ปิดเส้นทางการจราจร , สร้างเครื่องกีดขวางรอบพื้นที่ชุมนุม โดยดัดแปลงใช้ไม้ไผ่ ไม้ปลายแหลม ยางรถยนต์ปิดกั้นเส้นทางบริเวณแยกศาลาแดง , แยกหลังสวน , แยกเพลินจิต , แยกชิดลม , แยกประตูน้ำ , แยกปทุมวัน , แยกเฉลิมเผ่า มีการยิงระเบิดใส่ธนาคารกรุงเทพฯ สาขาสีลม และสาขาอื่นๆ กับสถานที่ต่างๆ ไม่น้อยกว่า 50 แห่ง เพื่อสร้างความปั่นป่วนให้เกิดความหวาดกลัวแก่ประชาชนและระบบเศรษฐกิจ โดยวันที่ 28 เม.ย. จำเลยกับพวก ได้ยุยงให้ผู้ชุมนุมไปที่ตลาดไท และได้ใช้กำลังประทุษร้ายเจ้าหน้าที่ทหาร บริเวณหน้าอนุสรณ์สถาน และสนามบินดอนเมือง มีการใช้อาวุธยิงทหารเสียชีวิต 1 คน บาดเจ็บ 2 คน และยังมีผู้อื่นบาดเจ็บอีก 16 คน นอกจากนี้ในต่างจังหวัดก็ได้ทำการปิดถนน ตั้งด่านตรวจพาหนะ , บังคับให้ขบวนรถไฟที่บรรทุกยุทธภัณฑ์ทางทหารไม่ให้เดินทางต่อ จากนั้นวันที่ 29 เม.ย.จำเลยกับพวกยังได้นำผู้ชุมนุม 200 คน ไปตรวจค้นโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ อ้างว่ามีทหารแอบซ่อนตัวอยู่ ทำให้แพทย์ พยาบาลไม่สามารถรักษาผู้ป่วยได้ ซึ่งนอกจากการกระทำของพวกจำเลยดังกล่าวเป็นการชุมนุมโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายแล้วยังก่อให้เกิดความวุ่นวาย นำไปสู่ความไม่สงบเรียบร้อยภายในประเทศ มีการใช้กำลังขัดขืนต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐ รวมทั้งมีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่มีเจตนาบิดเบือนให้เกิดการเข้าใจผิดเพื่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยในพื้นที่ต่างๆทั่วราชอาณาจักร กระทบต่อความมั่นคงของรัฐ

จนเมื่อวันที่ 19-20 พ.ค.53 รัฐบาลได้ดำเนินการกระชับพื้นที่และกดดัน ให้จำเลยกับพวกผู้ชุมนุมออกจากพื้นที่และยุติการชุมนุม แต่จำเลยกับพวกมีการสะสมกำลังพลและมีอาวุธสงครามร้ายแรงต่อสู้ขัดขวาง ใช้ปืนยิงต่อสู้เจ้าพนักงาน และวางเพลิง

ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์กรณีศาลยกฟ้อง24แกนนำนปช. ในความผิดฐานร่วมกันก่อการร้าย จะเป็นมาตรฐานให้กับกลุ่มผู้ชุมนุมอื่นหรือไม่ ว่า เป็นเรื่องของศาล ไม่ใช่เรื่องของการเป็นมาตรฐาน แต่เป็นเรื่องที่ว่ากันตามวัตถุพยาน พยานบุคคล ที่สอดคล้องกัน ถ้าหากพยานหลักฐานไม่สมบูรณ์ การยกฟ้องก็เป็นเรื่องธรรมดา ที่อย่างนี้พอรอดไม่เห็นบอกว่าศาลยุติธรรมเลย และพอมีความผิดก็บอกว่าศาลไม่ยุติธรรม เป็นอย่างนี้ทุกที

"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend
เรื่องโดย Nation TV | ภาพโดย Nation TV