ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันศุกร์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2563

เปิดตัว "คู่กัดข้ามสภา" น้องนายกฯ โดนชักศอก

1.52K 7

สีสันการประชุมรัฐสภาเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีเมื่อวานนี้ นอกจาก ส.ส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ลงมติ "งดออกเสียง" จนเป็นที่ฮือฮา และทำให้หัวหน้าพรรคถึงขั้น "สะอึก" แล้ว หากย้อนไปในช่วงที่เปิดให้สมาชิกรัฐสภาอภิปรายคุณสมบัติของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี จะพบว่ามีการปะทะกันของสมาชิกที่้สนับสนุนแคนดิเคตคนละฝ่าย จนกลายเป็น "คู่กัดคู่ใหม่" หลายคู่

ไฮไลท์ช่วงหนี่ง คือช่วงเวลาประมาณ 19.30 น. หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย พลตำรวจเอก เสรีพิสุทธิ์ เตมียเวส ลุกขึ้นอภิปรายคุณสมบัติของ พลเอกประยุทธ์ แล้วพาดพิงไปถึง พลเอก ปรีชา จันทร์โอชา สมาชิกวุฒิสภา น้องชายแท้ๆ ของ พลเอกประยุทธ์ ว่า พลเอกปรีชา มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดตั้งบริษัทรับงานก่อสร้างในกองทัพภาคที่ 3 ซึ่งอ้างว่าเป็นบริษัทของลูก และยังรับงานก่อสร้างในกองทัพภาคที่ 3 มากมาย

เมื่ออภิปรายในประเด็นนี้ นายพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา ซึ่งเป็นประธานในที่ประชุมช่วงนั้น ได้เตือน พลตำรวจเอก เสรีพิสุทธิ์ ว่า อาจนอกประเด็น และเป็นการใช้สิทธิ์พาดพิงบุคคลอื่น แต่ พลตำรวจเอก เสรีพิสุทธิ์ ยืนยันข้อเท็จจริงตามนี้ และท้าว่าถ้า พลเอกปรีชา จะฟ้องร้องตนก็เชิญเลย

หลังจากนั้น พลเอก ปรีชา ใช้สิทธิ์พาดพิงว่า เมื่อปี 2557 ตนรับราชการตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 3 โดยมีบ้านพักในกองทัพภาคที่ 3 ค่ายสมเด็จพระเอกาทศรถ ไม่มีที่พักอาศัยอื่น โดยพักร่วมกับภรรยา และบุตร 2 คน เมื่อบุตรชายตนจัดตั้ง ห้างหุ้นส่วนจำกัด คอนเทมโพรารี คอนสตรัคชั่น ตามทะเบียนกระทรวงพาณิชย์ หจก.ที่จะจัดตั้งขึ้นต้องมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง เมื่อบุตรกับตนอยู่ในค่าย จึงไม่มีที่อยู่อื่น ก็ต้องใช้ที่อยู่ในค่ายทหารเป็นที่อยู่ของ หจก.คอนเทมโพรารีฯ โดยตนไม่ได้มีส่วนสนับสนุนในการกระทำของบุตรชาย

ช่วงที่ พลเอกปรีชา ลุกขึ้นใช้สิทธิ์พาดพิง ปรากฏว่ามีเหตุการณ์ปั่นป่วนขึ้นเล็กน้อย เพราะมีสมาชิกบางคนลุกขึ้นประท้วงขัดจังหวะ และพยายามฟ้องประธานว่า พลเอกปรีชา อ่านเอกสาร ไม่ได้อภิปราย ถือว่าขัดข้อบังคับ แต่ นายพรเพชร ไม่ได้มองเป็นสาระสำคัญ และอนุญาตให้ พลเอกปรีชา ชี้แจงต่อจนจบ ซึ่งก็เป็นการชี้แจงเพียงสั้นๆ เท่านั้น

ภายหลังจบประเด็น "น้องชายพลเอกประยุทธ์" ก็มีคู่กัดคู่ใหม่อีกคู่หนึ่ง คือ นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา กับ นายคารม พลพรกลาง ส.ส.พรรคอนาคตใหม่


เนื้อหาการอภิปรายของนายวันชัย คือการชี้แจงประเด็นข้อกล่าวหาที่สมาชิกหลายคนอภิปรายโจมตีว่า ส.ว.ชุดนี้มีที่มาจาก คสช. หากโหวตเลือก พลเอกประยุทธ์ เป็นนายกฯ ก็จะเข้าข่ายขัดกันแห่งผลประโยชน์ พร้อมทั้งอภิปรายสนับสนุนคุณสมบัติของ พลเอกประยุทธ์ ว่ามีความเหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่งนายกฯต่อไป เพราะไม่มีคดีติดตัว โดยเฉพาะคดีซุกหุ้น

เมื่ออภิปรายพาดพิงไปถึงคดีซุกหุ้น ทำให้ ส.ส.หลายคนจากขั้วเพื่อไทยและพรรคพันธมิตรยกมือประท้วง หนึ่งในนั้น คือ นายคารม พลพรกลาง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ โดยได้อภิปรายตอนหนึ่งว่า คณะกรรมการสรรหา ส.ว. ไม่ใช่ คสช.เป็นผู้สรรหาหรือ และตนยังรู้ว่า นายวันชัย เคยลงสมัคร ส.ส.ในนามพรรคชาติพัฒนา เมื่อปี 2544 เเต่ประชาชนไม่เลือก แต่ต่อมากลับมีตำแหน่งหลายตำแหน่ง ทั้งสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และ ส.ว. ถือว่าได้ประโยชน์จาก คสช. และการยึดอำนาจ

จากนั้น นายวันชัย ได้ขอใช้สิทธิ์พาดพิง และอภิปรายว่า ความเป็นประชาธิปไตยจะต้องหัดฟังคนอื่นบ้าง ตนรู้กำพืดนายคารมดี ตั้งเเต่หิ้วกระเป๋าตามใคร จากนั้นนายคารม ก็อภิปรายสวนว่า แบบนี้หรือจะบอกว่าเป็นผู้ใหญ่ได้อย่างไร ท่านเห็นตนถือกระเป๋าให้ใครหรือไม่

บรรยากาศเริ่มตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ ทำให้นายพรเพชรต้องไกล่เกลี่ย และอนุญาตให้นายวันชัยอภิปรายต่อจนจบ

การตอบโต้กันกลางสภา มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่โดยปกติจะไม่มีการตอบโต้ข้ามสภา ในลักษณะ ส.ส. ปะทะกับ ส.ว. แต่รัฐธรรมนูญชุดนี้เขียนให้อำนาจ ส.ว.ไว้อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะการร่วมโหวตเลือกนายกฯ ทำให้กลายเป็นคู่ขัดแย้งทางการเมืองกับ ส.ส.บางกลุ่มบางฝาย

เรื่องโดย Nation TV | ภาพโดย Nation TV
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend
แชร์