ทุกสนามข่าว เราคือตัวจริง

วันจันทร์ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2563.

"พปชร." ต้องระวัง "งูเห่า" ใน "พรรคร่วม" มากกว่าพรรคตัวเอง!

2.4K 14
พปชร. ต้องระวัง งูเห่า ใน พรรคร่วม มากกว่าพรรคตัวเอง!

การโหวตเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และรองประธานสภาฯ ถึงแม้ว่า จะเป็นไปตามเป้าที่ "พรรคพลังประชารัฐ" ได้ตกลงกับบรรดาพรรคร่วมไว้ก็ตาม แต่ขั้นตอนระหว่างที่เดินหน้าโหวตนั้น ดันเกิดอาการสะดุดจากคนในกันเอง ด้วยเหตุผลต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรี ที่บางกระทรวงถูกผู้ใหญ่บางคนประเคนให้ "พรรคประชาธิปัตย์" และ "ภูมิใจไทย" แบบที่ไม่ปรึกษากันก่อน

สุดท้าย การจัดการภายในของ "พลังประชารัฐ" ก็ได้ข้อยุติ เมื่อมีคนบางคนถูกส่งมาเพื่อภารกิจพิเศษ ให้กำราบศึกในจนได้ข้อยุติ

ผลการโหวต นายชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ เป็น ประธานสภาผู้แทนราษฎร ชนะนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ จากพรรคเพื่อไทย ด้วยคะแนน 258 ต่อ 235

ขณะที่ การโหวตเลือกรองประธานสภาฯ คนที่1 นายสุชาติ ตันเจริญ ส.ส.ฉะเชิงเทรา พรรคพลังประชารัฐ ชนะ นางสาวเยาวลักษณ์ วงษ์ประภารัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ อนาคตใหม่ ด้วยคะแนน 248 ต่อ 246


ส่วนการโหวตรองประธานสภาฯ คนที่2 นายศุภชัย โพธิ์สุ ส.ส.นครพนม พรรคภูมิใจไทย ชนะ นพ.ประสงค์ บูรณ์พงศ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย ด้วยคะแนน ที่ทิ้งห่างมากกว่าการโหวตประธานและรองประธานสภาคนที่1 ด้วยคะแนน 256 ต่อ 239

หากดูจากการรวมเสียงของ "พลังประชารัฐ" และบรรดาพรรคร่วมก่อนหน้านี้มีรวม 253 เสียง ส่วนอีกฟากฝั่งที่นำโดย "พรรคเพื่อไทย" รวมเสียงได้ 245 เสียง

ดังนั้น หลายคนจึงปักใจเชื่อว่า การโหวตเลือกประมุขและรองประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ นั้นมี "งูเห่า" จากทั้งขั้ว "เพื่อไทย" และ "พลังประชารัฐ" เรียกว่าเสียงไม่นิ่งสวิงไปมา จนหลายคนสับสน ไม่รู้ว่าเป็นแท็กติกให้จับงูเห่าไม่ได้หรือไม่

.

อย่างไรก็ตาม หากดูกันดีๆ "งูเห่า" จากขั้ว "พลังประชารัฐ" รวมถึงพรรคต่างๆ นั้นมีอยู่จริง

แม้แกนนำ "พลังประชารัฐ" บางคนจะออกมาเปิดเผยหลังการโหวตว่า ไม่กังวล แม้การโหวตนายสุชาติ เป็นรองประธานสภาคนที่ 1 ชนะด้วยคะแนนเฉียดฉิวเพียง2เสียงเท่านั้น

ด่านต่อไปจากนี้ คือ การฟอร์มเสียง พรรคที่คาดว่าจะ ัดตั้งรัฐบาลร่วมกัน ทั้งกับ พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนา พรรคพลังท้องถิ่นไท พรรครวมพลังประชาชาติไทย และพรรคเล็กๆ คือ เกมที่ต้องชิงไหวพริบ และฝ่าด่านสุดเขี้ยวจากบรรดาพรรคการเมืองต่างๆที่ร่วมรัฐบาลให้ได้

สำหรับทางป้องกันในอนาคต หนึ่งในแกนนำพรรคพลังประชารัฐบอกว่า ต่อไปการลงมติต่างๆ ต้องวางแผนให้เข้มข้นว่าจะวางหมากแก้เกมอย่างไร เพื่อไม่ให้เพลี้ยงพล้ำ ต้องแก้เกมนาทีต่อนาทีและเชื่อว่าปัญหาเหล่านี้สามารถทำให้อยู่ในระบบได้ ด้วยการพูดคุยกับพรรคร่วมให้มากขึ้น

ส่วนการยุบสภา ที่มองกันว่าเป็นการแก้เผ็ดนักการเมืองพรรคร่วมที่เริ่มฮึดฮัด แม้จะมีการระบุกันว่าเป็นตัวเลือกสุดท้ายที่จะใช้ แต่หากสถานการณ์บีบคั้นมากๆ "บิ๊กตู่" อาจดัดหลัง"พวกเขี้ยวลากดิน"ด้วยการยุบสภาเป็นทางเลือกแรกก็ได้

หรือมีใครอยากให้มีปฏิวัติอีก!!!

ทั้งนี้ มีรายงานเปิดเผยว่า ในการโหวตประธานและรองประธานสภาฯ นั้น มีความพยายามจากทั้ง2ฝ่ายในการดึงเสียงสนับสนุนจากขั้วตรงข้ามให้มาโหวตหนุนแคนดิเดตของฝั่งตัวเอง และเป็นที่ชัดเจนว่า คะแนนของ "ชวน" ที่ได้ 258 นั้น มี "งูเห่า" จากขั้วที่จับกับ "เพื่อไทย" ถูกกระชากมาได้จากตัวเลขอย่างที่เห็น

ส่วนการโหวต "นายสุชาติ" มีรายงานข่าวระบุว่า มีคนในประชาธิปัตย์บางส่วนที่ไม่โหวตให้ "สุชาติ" ด้วยเหตุผลจากเรื่องเก่า อย่างการอภิปรายไม่ไว้วางใจ "สปก.4-01" เมื่อครั้งรัฐบาลชวน หลีกภัย โดย "สุชาติ" ในขณะนั้น เป็นหนึ่งในสมาชิกกลุ่ม 16 ที่ซักฟอกรัฐบาล มีการนำหลักฐานต่างๆ นานาออกมาประกอบ โดยหลักฐานเด็ดคือภาพกระจงในพื้นที่ป่า จนทำให้รัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วยว่าการเกษตรและสหกรณ์ ในขณะนั้นต้องลาออก ก่อนจะยุบสภาในเวลาต่อมา

การโหวตครั้งนี้ เหมือนเป็นการถอนแค้น "สุชาติ" อย่างไรอย่างนั้น

นอกจากนั้น เสียงบางส่วนที่หายไปอยู่กับคู่แข่งของ "สุชาติ" ก็มีเสียงเล่าอ้างกันมาว่า เป็นเพราะ ส.ส.ส่วนหนึ่งของพรรคร่วมอีกพรรค ที่ตัดสินใจโหวตสวน "พลังประชารัฐ" ด้วยเหตุและปัจจัยบางอย่าง จนฝ่าย "พลังประชารัฐ" เกือบเอาตัวไม่รอด ยังดีที่ทีมงานหูตาไว สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไว้ได้ "สุชาติ" ถึงชนะแม้จะหืดขึ้นคอ

ดังนั้น หากมีการจับมือตั้ง "รัฐบาลร่วมประยุทธ์1" ได้แล้ว สิ่งที่ต้องระวัง ไม่เฉพาะ "งูเห่า" ใน "พลังประชารัฐ" แต่ต้องระวัง "งูเห่า" ในพรรคร่วมรัฐบาลมากกว่าด้วยซ้ำ

ยิ่งในสถานการณ์แบบนี้ "ประชาธิปัตย์-ภูมิใจไทย" เชี่ยวชาญนัก โดยเฉพาะ "ประชาธิปัตย์" ที่ทะนงใน"ความเขี้ยว"มานานหลายชั่วอายุคน

ที่แม้จะล้มเหลวจากความศรัทธาอันเสื่อมถอยที่มีต่อพรรค คว้ามาได้เพียง 52 ที่นั่งจากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา แต่ความเก๋าเกมสามารถพลิกวิกฤตเป็นโอกาส บริหารจัดการเสียงในมืออย่างมีประสิทธิภาพ จนได้ในสิ่งที่ต้องการ ประเดิมด้วยตำแหน่ง "ประธานสภาฯ" และถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด เก้าอี้กระทรวงสำคัญ ก็จะได้ตามมา

ดูอย่างวันนี้ที่นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ อุตส่าห์ให้เกียรติขนคณะไปเทียบเชิญพรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมรัฐบาลถึงที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ และก่อนหน้านี้ทางพรรคพลังประชารัฐก็ยอมยกเก้าอี้ประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นเก้าอี้สำคัญให้กับทางพรรคประชาธิปัตย์ ไปแล้ว ใครๆก็นึกว่าวันนี้พรรคประชาธิปัตย์คงตกลงเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐแน่

แต่เอาเข้าจริงพรรคประชาธิปัตย์ก็ยัง"แทงกั๊ก" ไม่ยอมตกลงเข้าร่วมรัฐบาลง่ายๆ โดยบอกว่า การร่วมหรือไม่ร่วมรัฐบาล ยังต้องรอเสนอเรื่องเข้าที่ประชุมร่วมคณะกรรมการบริหารพรรคที่จะมีมติต่อไป

"ต้องตอบสมาชิกพรรคกับคนทั้งหมดได้ว่า หากเราจะร่วมรัฐบาลเพราะอะไร หรือถ้าจะไม่ร่วมเพราะอะไร ดังนั้นขอให้รอหน่อย รอให้รอบคอบ" เฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์

และทางพรรคประชาธิปัตย์ ยังเสนอต่อพรรคพลังประชารัฐ ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย

ส่วนตำแหน่ง รัฐมนตรีหากร่วมรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์ ก็ต้องการจะได้ตำแหน่งรมว.เกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งทางพรรคพลังประชารัฐ เองไม่ต้องการยกให้

เพราะเป็นกระทรวงที่ทางพรรคพลังประชารัฐต้องการใช้ขับเคลื่อนนโยบายสำคัญ อีกทั้งเห็นว่าทางพรรคประชาธิปัตย์ ได้เก้าอี้สำคัญไปแล้วคือ ประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยทางแกนนำพรรคพลังประชารัฐยืนยันว่ากระทรวงด้านเศรษฐกิจควรอยู่ในการดูแลของพรรคพลังประชารัฐ ทางพรรคพลังประชารัฐจึงเสนอให้เก้าอี้รมว.ศึกษาธิการ กับพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อแลก รมว.เกษตรฯ กลับคืน เป็นการพบกันครึ่งทาง

วันนี้หลังการเทียบเชิญพรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมรัฐบาลเสร็จสิ้นลง ยังมี "วัชระ เพชรทอง" อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ถือกระดาษขนาด A4 พิมพ์ข้อความ "ไม่เอาประยุทธ์ เป็นนายก" มายืนบริเวณหน้าพระแม่ธรณีบีบมวยผม หน้าทางเข้าอาคารพรรคประชาธิปัตย์ โดย"วัชระ" บอกว่า สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์จำนวนมากในทั่วประเทศให้ตนมาส่งสาร แสดงเจตจำนงของสมาชิกพรรคที่ไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชา เป็นนายกฯ

อาจเป็นเพราะ "ประชาธิปัตย์" ไม่มีอะไรจะเสีย ไม่เคยหวั่นต้องเป็นฝ่ายค้าน ดังนั้น เมื่อมีจังหวะเหมาะๆ เลยเรียกอะไรไปเกินตัว แล้วก็มักจะได้ตามนั้น

และถ้าต่อไป"พรรคภูมิใจไทย" ซึ่งวันนี้ได้ตอบตกลงเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐแล้ว ซึ่งที่ผ่านมากว่าจะตอบรับเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ พรรคภูมิใจไทยก็ดึงเกมอยู่นานเหมือนกันโดยอ้างว่า ต้องรอฟังเสียงประชาชนก่อน ดังนั้นดูเหมือน "ภูมิใจไทย" ก็กำลังจะเดินตามรอยนั้นให้เห็น

ต่อไปเกิด "พลังประชารัฐ" ไม่ตามใจ "ประชาธิปัตย์-ภูมิใจไทย" อย่างที่เป็นมา ก็อาจจะได้เห็นมุกเก่าเรื่อง"ขั้วที่3" ถูกงัดออกมาขู่จะย้ายฝั่งสลับขั้วอีก ก็ไม่แน่

แต่ที่แน่ๆ ถ้า "พลังประชารัฐ" โดนหักหลัง คงจะเจ็บใจน่าดู และคงดูไม่จืดในสายตาคอการเมือง ไม่รู้ว่าตอนนี้ "บิ๊กตู่" และพ้องพวกจำเป็นต้องหาเซรุ่มแก้พิษงูติดกระเป๋าเอาไว้หรือยัง

เรื่องโดย Nation TV | ภาพโดย Nation TV
"ไม่พลาดทุกข่าวด่วนจาก NationTV กดเป็นเพื่อนกับเราที่นี่"
add friend
แชร์