สำหรับที่มาของชื่อ “อ่างกา” เชื่อกันว่ามาจากหนองน้ำแห่งหนึ่งที่มีลักษณะเหมือนอ่างน้ำและมีฝูงกาไปเล่นน้ำมากมาย จึงเรียกกันว่า "อ่างกา" โดยครั้งหนึ่งเคยเป็นชื่อของดอยอินทนนท์ นอกจากความพิเศษและความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ ผืนป่าแห่งนี้ยังซ่อนเรื่องราวประวัติศาสตร์ไว้หลากหลายมิติให้ได้ศึกษา เช่น แหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ ที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับการประกอบพิธีกรรมต่างๆ ผ่านช่วงเวลาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นพิธีหุงน้ำทิพย์ปี๋ใหม่เมืองเชียงใหม่ พิธีแห่พระบรมธาตุศรีจอมทองเข้าเวียง พระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 รวมไปถึงศาลเจ้ากรมเกียรติ์ ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์จากเหตุการณ์เฮลิคอปเตอร์ตกบริเวณนี้
เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติอ่างกา มีอากาศเย็นฉ่ำและแมกไม้เขียวครึ้มร่มรื่น "อ่างกา" หย่อมป่าที่มีความชุ่มชื้นอยู่เสมอ ด้วยความสูงเฉียดเมฆกว่า 2,550 เมตรจากระดับน้ำทะเล ทางเดินแนวราบบนสะพานไม้ ลักษณะเส้นทางเป็นรอบวงกลม เพียง 320 เมตร มีความลาดชันเฉพาะตอนเริ่มต้นและใกล้สิ้นสุดเส้นทาง ใช้เวลาเดินประมาณ 20-30 นาที ในฤดูฝนจะมีฝนตกชุกมากที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองไทย ฤดูหนาวอากาศจะหนาวจัดจึงควรแต่งกายให้พร้อมสำหรับสภาพอากาศในแต่ละฤดู แนะนำให้ท่านเดินอย่างเงียบสงบ พร้อมกับเปิดใจเรียนรู้เรื่องราวความหลากหลายของสรรพชีวิตในผืนป่าเมฆที่เต็มไปด้วยคุณค่าและมีความสำคัญต่อการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิตทุกชีวิต โดยไม่ทิ้งร่องรอยใดเหลือไว้ในธรรมชาติ
2.เส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปาน
"กิ่วแม่ปาน" เป็นเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติที่เป็นวงรอบระยะทาง 3.2 กิโลเมตร ที่ความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 2,400 เมตร เป็นจุดชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมอกที่สวยงามอีกจุดหนึ่ง
ตลอดเส้นทางเดินที่ผ่านแบ่งออกได้เป็น 4 ระยะ ช่วงแรกเป็นป่าดิบชื้น มีมอสและเฟิร์นขึ้นอยู่อย่างหนาแน่นตามลำต้นของไม้ใหญ่ที่แข่งขันกันเติบโตเพื่อรับแสงอาทิตย์ หลังจากผ่านดงทึบของป่าดิบเขา จึงเข้าสู่ช่วงของทุ่งหญ้าขนาดใหญ่ที่คอยเปลี่ยนสีจากสีเขียวขจึในช่วงฤดูฝนสลับกับสีน้ำตาลอ่อนอย่างพรั่งพร้อมในช่วงฤดูแล้ง เห็นไอหมอกเมฆไหลมาอยู่เบื้องหน้าซึ่งคาดไม่ถึงเลยว่าจะอยู่หลังม่านอันหนาทึบ
หากสังเกตดีๆ ตามทางเดินจะพบมูลหรือรอยขุดคุ้ยหาอาหารของสัตว์ป่า เมื่อเราออกเดินทางต่อจะพบกับต้นกุหลาบพันปีแดงขึ้นอยู่ตามหน้าผาเป็นดงกว้างจำนวนมากและมีขนาดใหญ่ จะพากันผลิดอกเบ่งบานในช่วงเดือนมกราคม - มีนาคม พันธุ์ไม้ชนิดนี้ถือเป็นลักษณะเด่นของเส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปานแห่งนี้ แล้วจึงวกกลับเข้าสู่ป่าดิบเขาอีกครั้งหนึ่ง เป็นการเดินช่วงสุดท้าย จะต้องเดินลงสู่ลำห้วยแม่ปาน ที่ไหลลดเลี้ยวมาจากบริเวณที่ข้ามมาในช่วงต้น
เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปาน สามารถวนรอบไปกลับในวันเดียว ตามหนทางจะผ่านไปสู่ป่าดงดิบริมธารน้ำ ขึ้นเนินผ่านป่าที่ห้อยระย้าด้วยมอส ฝอยลม ในยามหน้าฝนจะถูกปกคลุมด้วยหมอกขาวและอากาศที่หนาวเย็น สุดปลายทางที่ทุ่งหญ้าบนเนินที่ดารดาษด้วยดอกไม้ตามพื้น เช่น หนาดเขาสีขาวเป็นตุ่ม ๆ ส้มแปะ และดอกไม้ป่าสีเหลือง ม่วง ขาว อีกหลายชนิด เช่น บัวทองอินทนนท์ ไวโอเล็ต