เนชั่นทีวี

lifestyle1

ว่าด้วยเรื่อง...."รังสีจากโทรศัพท์มือถือ"

23 ส.ค. 2561 | sippa035

ว่าด้วยเรื่อง...."รังสีจากโทรศัพท์มือถือ"

ปัจจุบัน โทรศัพท์มือถือ เป็นอีกสิ่งจำ เป็นในการใช้ชีวิต โดยเฉพาะของคนเมือง และเช่นเดียวกับเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิด ที่ต้องมีรังสีแผ่ออกมาขณะกำลังใช้เครื่อง เช่น ทีวี หลอดไฟฟ้า และเตาไมโครเวฟ แต่ความแตกต่างที่ก่อให้เกิดความกังวลกับองค์กรต่างๆด้านสุขภาพมาก เพราะโทรศัพท์มือถือ ขณะใช้ต้องอยู่ติดกับผิวหนัง หู และสมองของเรา ซึ่งทำให้โอกาสได้รับรังสีของเนื้อเยื่อ/อวัยวะเหล่านั้นสูงขึ้น ดังนั้น จึงกำลังมีการศึกษามากมายถึงผลกระทบของรังสีจากการใช้โทรศัพท์มือถือ ทั้งในระยะสั้นและในระยะยาวเป็น 10 ปีขึ้นไป

ว่าด้วยเรื่อง...."รังสีจากโทรศัพท์มือถือ"


มีรังสีจากโทรศัพท์มือถือจริง โทรศัพท์มือถือ เมื่อเปิดเครื่องฯ จะมีรังสีออกมาจากตัวเครื่องฯ และจะมีรังสีปริมาณสูงมากขึ้นขณะมีการใช้เครื่องฯ แต่จะไม่มีรังสีเมื่อปิดเครื่องฯ หรือเมื่อเครื่องฯปิด

ว่าด้วยเรื่อง...."รังสีจากโทรศัพท์มือถือ"


รังสีจากโทรศัพท์มือถือ เป็นรังสีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ประ เภท นัน-ไอออนไนซ์ เรียกว่า รังสีเรดิโอฟรีเควนซี หรือเรียกย่อว่า รังสี อาร์เอฟ (Radiofrequency radiation, RF radiation) รังสีชนิด/ประเภทนี้ อาจทำให้ดีเอ็นเอของเซลล์ (DNA คือ สารพันธุกรรมสำคัญในการเจริญเติบโตของเซลล์) เกิดบาดเจ็บเสียหาย โดยไม่มีการแตกตัวของดีเอ็นเอเป็นประจุลบและประจุบวก ซึ่งเซลล์จะบาดเจ็บมากหรือน้อย ขึ้นกับปริมาณรังสีที่เซลล์ได้รับ จัดเป็นรังสีอยู่ในประเภทเดียวกับรังสีคลื่นวิทยุ รังสีจากความร้อน รังสีจากแสง แดด และรังสีจากเตาไมโครเวฟ



รังสีจากโทรศัพท์มือถือต่างจากรังสีเอกซ์/รังสีโฟตอน (X-rays/photon) ซึ่งใช้ตรวจและรัก ษาโรค (รังสีจากการตรวจโรค) โดยรังสีจากการตรวจ/รักษาโรค จะทำให้เซลล์เกิดบาดเจ็บเสีย หาย และอาจตายได้ จากการทำให้ ดีเอ็นเอ แตกตัวเป็นประจุลบและประจุบวก ซึ่งจัดเป็นรังสีประ เภท ไอออนไนซ์ (ionizing radiation) ซึ่งรังสีไอออนไนซ์ (ในปริมาณที่เท่ากับรังสีนัน-ไอออนไนซ์) สามารถทำให้เซลล์บาดเจ็บเสียหายได้มากกว่า รังสีประเภทนัน-รังสีไอออนไนซ์มาก



ว่าด้วยเรื่อง...."รังสีจากโทรศัพท์มือถือ"


เมื่อเราได้รับรังสีจากโทรศัพท์มือถืออย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายๆปี โดยการใช้โทรศัพท์ มือถือบ่อยมาก และใช้แต่ละครั้งพูดคุยเป็นระยะเวลานาน อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดเนื้องอก หรือมะเร็ง กับเนื้อเยื่อ/อวัยวะด้านที่ติดกับการใช้โทรศัพท์ฯ เช่น เนื้องอกของ ประสาทหู(Acoustic neuroma) ประสาทตา (Optic neuroma) เนื้องอกสมอง (Brain tumor)มะเร็งลูกตาเมลาโนมา (Melanoma) และเนื้องอกของต่อมน้ำลายบริเวณหน้าหู (ต่อมพาโรติด, Parotid gland เกิดเป็น Parotid tumor) หรือ ลูกตาเกิดต้อกระจก


ซึ่งจนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีการศึกษายืนยันแน่ชัดไปในทิศทางเดียวกันว่า มีโอกาสเกิดเนื้องอก/มะเร็ง/ต้อกระจกได้จริงหรือไม่ มากหรือน้อยอย่างไร และโอกาสเกิดมีเมื่อไร การศึกษาต่างๆยังโต้แย้งกันอยู่ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กำลังมีการศึกษาอย่างต่อเนื่องขององค์กรต่างๆเพื่อให้ได้คำตอบที่แน่ชัดในเรื่องเหล่านี้


นอกจากนั้น มีรายงานว่า ในบางคนเมื่อใช้โทรศัพท์มือถือบ่อยๆ นานๆ อาจมีอาการปวดศีรษะ มึนงง เวียนศีรษะ อ่อนเพลียนอนไม่หลับ หรือบางคนอาจมีใจสั่น ซึ่งอาการต่างๆเหล่านี้ การศึกษายังไม่สามารถระบุได้ว่า เป็นอาการเกิดจากรังสีจากโทรศัพท์มือถือ หรือจากภาวะด้านจิตใจ ความกลัว ความกังวล หรือ เครียดจากการใช้มือถือ


อย่างไรก็ตาม องค์กรระหว่างชาติด้านโรคมะเร็งที่เรียกย่อว่า ไออาร์ค หรือ ไอเออาร์ซี (IARC หรือ International Agency for Research on Cancer) ซึ่งเป็นองค์กรภายใต้การกำกับขององค์การอนามัยโลก ได้ประชุมหารือ และประกาศในวันที่ 31 พฤษภาคม 2544 ให้รังสีอาร์เอฟ(รังสีชนิดเดียวกับที่เกิดจากโทรศัพท์มือถือ) จัดอยู่ในกลุ่มสารที่อาจก่อให้มนุษย์เกิดมะเร็งได้




ว่าด้วยเรื่อง...."รังสีจากโทรศัพท์มือถือ"



เด็กใช้โทรศัพท์มือถือได้ แต่ควรใช้เฉพาะเมื่อมีความจำเป็น องค์การอนามัยโลก ประเทศออสเตรเลีย และองค์กรต่างๆได้เตือนถึงการใช้โทรศัพท์มือถือในเด็ก หรือในคนอายุต่ำกว่า 18 ปี และแนะนำว่า ควรต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพื่อลดปริมาณรังสีสะสมตลอดชีวิตที่เด็กจะได้รับ ควรใช้ต่อเมื่อมีความจำเป็น หรือในภาวะฉุกเฉิน และใช้เวลาพูดในแต่ละครั้งให้สั้นที่สุดเท่านั้น ที่เตือนในอายุต่ำกว่า 18 ปี เพราะในเด็ก/คนอายุต่ำกว่า 18 ปี เซลล์ของร่างกายยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ จึงมีความไวต่อรังสีทุกชนิด ทุกประเภท สูงกว่าในคนอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีอายุขัยยาวนานกว่าผู้ ใหญ่ จึงมีโอกาสได้รับรังสีสะสมตลอดชีวิตสูง ดังนั้น โอกาสเกิดอันตรายจากรังสีทุกชนิด และโอ กาสเกิดเซลล์กลายพันธุ์ของคนอายุต่ำกว่า 18 ปีจึงสูงกว่า



ว่าด้วยเรื่อง...."รังสีจากโทรศัพท์มือถือ"



- ในเด็ก และคนอายุต่ำกว่า 18 ปี ควรใช้มือถือ ต่อเมื่อมีความจำเป็น หรือในภาวะฉุกเฉินเท่านั้น และควรใช้เวลาในการพูดแต่ละครั้งให้สั้นที่สุด- ทุกๆคน ทุกๆวัย ควรใช้มือถือให้น้อยที่สุด หรือใช้มือถือสื่อสารด้วยวิธีการอื่นแทน เช่น การส่งข้อความ เป็นต้น- เมื่ออยู่บ้านควรใช้โทรศัพท์บ้าน- ลดการสัมผัสโดยตรงกับโทรศัพท์มือถือในขณะเปิดเครื่องฯ (โดยเฉพาะในเด็ก) โดยการใช้เครื่องช่วยฟังชนิดต่างๆ จะช่วยลดปริมาณรังสีที่ได้รับลงมาก เพราะความเข็มของรังสีจะแปรผกผันเป็นกำลังสองกับระยะทาง ดังนั้น ยิ่งอยู่ห่างจากต้นกำเนิดรังสี (ตัวเครื่องฯ ในขณะเปิดเครื่องฯใช้งาน) ยิ่งได้รับรังสีน้อยลง- อย่าเปิดเครื่องฯไว้ใกล้ตัว เพราะเมื่อเปิดเครื่อง จะมีรังสี ถึงแม้จะมีน้อยกว่าในขณะพูดก็ตาม- หลีกเลี่ยงการใช้โทรศัพท์มือถือในรถ เพราะในรถมีเนื้อที่จำกัด และมีส่วน ประกอบของโลหะจึงทำให้เกิดการสะท้อนของรังสีได้สูง เป็นการเพิ่มปริมาณรังสีให้ร่างกายได้รับ สูงขึ้น- เลือกซื้อมือถือยี่ห้อได้มาตรฐาน เพราะในกระบวนการผลิต เครื่องฯที่ได้มาตรฐานจะอยู่ในการควบคุมความปลอดภัยด้านการแผ่รังสีขณะใช้งาน จากหน่วยงานของประเทศผู้ผลิต

ว่าด้วยเรื่อง...."รังสีจากโทรศัพท์มือถือ"


ว่าด้วยเรื่อง...."รังสีจากโทรศัพท์มือถือ"


ข่าวล่าสุด