svasdssvasds
เนชั่นทีวี

สุขภาพ และ ความงาม

14 พ.ย. “วันเบาหวานโลก” หนึ่งภาวะความเสี่ยงของคนทำงานหนักเกินไป

14 พฤศจิกายน 2565
เกาะติดข่าวสาร >> NationTV
logoline

“วันเบาหวานโลก” 14 พ.ย. 2565 กรมการแพทย์ เตือน ความเสี่ยงของคนทำงานหนักเกินไป ก่อนที่จะสายควรหันมาเอาใส่ใจในการดูแลสุขภาพให้มากยิ่งขึ้น

14 พฤศจิกายนของทุกปี ถือเป็น วันเบาหวานโลก (World Diabetes Day: WDD) ล่าสุด นายแพทย์มานัส  โพธาภรณ์  รองอธิบดีกรมการแพทย์ ออกมาเตือน เป็นห่วงคนทำงานหนักเกินไป เสี่ยงเป็น "โรคเบาหวาน" สาเหตุที่เห็นได้ชัดคือ พฤติกรรมการนิยมรับประทานอาหารของหวาน ของมัน ของทอด


โดยเฉพาะเมื่อทำงานหนัก เกิดความเครียดร่างกายต้องการของหวานเติมเต็ม เพราะว่าสามารถบรรเทาความเครียดได้ ของหวานที่มีน้ำตาลสูงจะสามารถช่วยลดระดับฮอร์โมนคอร์ติซอลและอะดรีนาลีน ที่จะหลั่งออกมาในเวลารู้สึกเครียด เมื่อคุณเครียดมากจึงทานมากขึ้น ซึ่งวิธีนี้เป็นการแก้ปัญหาระยะสั้นแถมยังทำลายสุขภาพเป็นอย่างมาก

14 พ.ย. “วันเบาหวานโลก” หนึ่งภาวะความเสี่ยงของคนทำงานหนักเกินไป

นายแพทย์เกรียงไกร  นามไธสง  ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี กล่าวว่าโรคเบาหวาน เป็นภาวะที่ในกระแสเลือดมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ อันเนื่องจากการขาดฮอร์โมนอินซูลิน หรือประสิทธิภาพในการทำงานลดลง หากปล่อยไว้เป็นเวลานานก็จะทำให้ร่างกายเกิดโรคแทรกซ้อนต่ออวัยวะต่างๆ ได้ง่าย อาทิ ตา ไต รวมไปถึงระบบประสาท โรคเบาหวานมีหลายประเภท

 

สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท คือ เบาหวานประเภทที่

1.เกิดจากตับอ่อนไม่สามารถผลิตฮอร์โมนอินซูลินได้  

2. เกิดจากการที่ตับอ่อนผลิตฮอร์โมนอินซูลินได้ไม่เพียงพอต่อการใช้ หรือเกิดภาวการณ์ดื้ออินซูลิน

3.เบาหวานขณะตั้งครรภ์ซึ่งเป็นโรคเบาหวานที่พัฒนาขึ้นระหว่างการตั้งครรภ์จากการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมน


โดยที่ผู้ป่วยไม่เคยเป็นโรคเบาหวานมาก่อน สำหรับอาการของโรคเบาหวาน ได้แก่ รู้สึกหิวบ่อย กระหายน้ำ ปัสสาวะมีปริมาณมากและบ่อย เหนื่อย อ่อนเพลีย ผิวแห้งเกิดอาการคันบริเวณผิวหนัง ตาแห้ง มีอาการชาที่เท้า หรือรู้สึกเจ็บแปลบๆ ที่ปลายเท้า หรือที่เท้า ร่างกายซูบผอมลงผิดปกติ โดยไม่ทราบสาเหตุ หากมีอาการเหล่านี้ บวกกับพฤติกรรมในการทานอาหารที่ไม่ค่อยระวังเรื่องแป้ง และน้ำตาล

อาจสันนิษฐานได้ว่ากำลังมีโอกาสเป็นโรคเบาหวานได้สูง เพราะฉะนั้นควรรีบพบแพทย์เพื่อการตรวจที่ละเอียด และทำการรักษาต่อไป การป้องกันโรคเบาหวาน สิ่งสำคัญของการป้องกันโรคเบาหวานทุกชนิด คือ ต้องคอยหมั่นระวังระดับน้ำตาลในเลือดและคอเลสเตอรอลให้อยู่เกณฑ์ปกติ เน้นการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และสารอาหารครบถ้วน มีกากใยสูง หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ และการสูบบุหรี่ รวมถึงการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พบแพทย์ตามนัด เพื่อให้ท่านมีสุขภาพที่ดี และใช้ชีวิตอย่างมีความสุข

14 พ.ย. “วันเบาหวานโลก” หนึ่งภาวะความเสี่ยงของคนทำงานหนักเกินไป

หยิบยกบทความที่น่าสนใจเกี่ยวกับ "โรคเบาหวาน" อ้างอิงจาก โรงพยาบาล BANGKOKO HOSPITAL เปิดสาเหตุและโอกาสที่ทำให้เกิดโรคเบาหวาน

โรคเบาหวานสามารถถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ได้ก็จริง แต่ผู้ที่มีญาติสายตรง เป็นเบาหวานไม่จำเป็นต้องเป็นโรคเบาหวานทุกคนจะมีโอกาสเป็นสูงถ้ามีปัจจัยเสี่ยง ดังต่อไปนี้

  • ความอ้วน การไม่ออกกำลังกาย ความเครียด เนื่องจากการตอบสนองของอินซูลินลดลง
  • ผู้สูงอายุ การสังเคราะห์และการหลั่งฮอร์โมนอินซูลินลดลง
  • โรคของตับอ่อน เช่น ตับอ่อนอักเสบ ได้รับการผ่าตัดตับอ่อน ทำให้การหลั่งอินซูลินลดลง
  • การติดเชื้อไวรัสบางชนิด เช่น หัดเยอรมัน คางทูม ซึ่งมีผลต่อตับอ่อนทำให้การหลั่งอินซูลินลดลง
  • การได้รับยาบางชนิด สเตียรอยด์ ยาขับปัสสาวะ ยาคุมกำเนิดบางชนิดทำให้มีการสร้างน้ำตาลมากขึ้น หรือการตอบสนองของอินซูลินลดลง
  • การตั้งครรภ์ เนื่องจากมีการสร้างฮอร์โมนจากรกหลายชนิด ซึ่งมีฤทธิ์ต้านการทำงานของอินซูลิน

 

ใครควรได้รับการตรวจหาโรคเบาหวาน

1.ผู้มีอาการของโรคเบาหวาน
2.ผู้ที่ไม่มีอาการ จะตรวจเมื่อ
    2.1 อายุเกิน 40 ปี
    2.2 อายุไม่เกิน 40 ปี แต่อ้วน หรือมีดัชนีมวลกายตั้งแต่ 25 กก/ม2 (23 กก/ม2 ในคนเอเชีย)ร่วมกับมีปัจจัยเสี่ยงของการเป็นเบาหวานดังต่อไปนี้ อย่างน้อย 1 ข้อ

  • มีญาติสายตรงเป็นโรคเบาหวาน(พ่อ แม่ พี่ น้อง)
  • มีประวัติความทนต่อน้ำตาลบกพร่อง(IGT) หรือระดับน้ำตาลในเลือดผิดปกติ (IFG)
  • เคยคลอดบุตรน้ำหนักแรกคลอดมากกว่า 4 กก.
  • เคยเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์
  • มีความดันโลหิตสูงหรือรักษาความดันโลหิตสูงอยู่
  • ระดับไขมันในเลือดผิดปกติ (ไขมันเอช ดี แอล โคเลสเตอรอลน้อยกว่า 35 มก./ดล. และ/ หรือ ไตรกลีเซอไรด์มากกว่า 250 มก./ดล.)
  • มีโรคหลอดเลือดตีบแข็ง เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคหลอดเลือดสมองตีบ โรคหลอดเลือดส่วนปลายที่เท้าตีบ
  • มีโรคหรือลักษณะบ่งว่ามีภาวะดื้อต่ออินซูลิน ได้แก่ มีถุงน้ำรังไข่ (polycystic ovarian syndrome) ผิวหนังหนาและดำบริเวณต้นคอ หรือรักแร้(acanthosis nigricans)
  • ไม่ได้ออกกำลังกาย
  • เชื้อชาติที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นโรคเบาหวาน เช่น ชาวอินเดีย ชาวหมู่เกาะแปซิฟิก

*** ในผู้ที่ไม่มีอาการ หากผลตรวจปกติ ควรมีการตรวจซ้ำทุก3 ปี หรือตามความเหมาะสม

 

วินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวานได้อย่างไร ?

คนปกติก่อนรับประทานอาหารเช้าจะมีระดับน้ำตาลในเลือด 70-99 มก./ดล. และหลังรับประทานอาหารแล้ว 2 ชั่วโมง ระดับน้ำตาลจะไม่เกิน 140 มก./ดล.

การวินิจฉัยโรคเบาหวานอาศัยการตรวจระดับน้ำตาลในเลือด ตามเกณฑ์ ดังนี้

กรณีที่มีอาการโรคเบาหวาน และระดับน้ำตาลในเลือด (อดอาหารหรือไม่ก็ได้) ตั้งแต่ 200 มก./ดล. ขึ้นไป ให้การวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวาน
กรณีที่ไม่มีอาการ แต่ระดับน้ำตาลในเลือด ก่อนรับประทานอาหารเช้า ตั้งแต่ 126 มก./ดล. ขึ้นไปอย่างน้อย 2 ครั้งจะให้การวินิจฉัยเบาหวาน
กรณีสงสัยว่าเป็นเบาหวาน(มีอาการของเบาหวาน) แต่ระดับน้ำตาลในเลือด ก่อนรับประทานอาหารเช้าไม่ถึง 126 มก./ดล. ให้ตรวจโดยดื่มสารละลายน้ำตาลกลูโคส 75 กรัม โดยเจาะเลือดก่อนดื่ม และ 2 ชั่วโมงหลังดื่ม

  •  วินิจฉัยว่าเป็นเบาหวาน เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดที่ 2 ชั่วโมง ตั้งแต่ 200 มก./ดล.
  •  วินิจฉัยว่าปกติเมื่อระดับน้ำตาลในเลือด ที่ 2 ชั่วโมง น้อยกว่า 140 มก./ดล.
  •  วินิจฉัยว่าความทนต่อน้ำตาลบกพร่อง (Impaired Glucose Tolerance Test หรือ IGT) เมื่อระดับน้ำตาลในเลือด ที่ 2 ชั่วโมง มีค่าระหว่าง 140-199 มก./ดล.

 

ในกรณีที่ระดับน้ำตาลในเลือด ก่อนรับประทานอาหารเช้าอยู่ระหว่า 100-125 มก./ดล. ถือว่ามีระดับน้ำตาลขณะอดอาหารผิดปกติ(Impaired Fasting Plasma Glucose หรือ IFG) ควรตรวจติดตามทุกปี

หมายเหตุ ในการเจาะเลือดตรวจระดับพลาสม่ากลูโคสให้งดอาหารอย่างน้อย 8 ชั่วโมง ไม่ดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลหรือรับประทานลูกอม (แต่สามารถดื่มน้ำเปล่าได้)

ขอขอบคุณที่มา > โรงพยาบาล BANGKOK HOSPITAL

logoline