“Microfeminism” การสู้เพื่อความเท่าเทียมของผู้หญิงด้วยเรื่องเล็กๆ น้อยๆ
24 พ.ค. 2567 | ธนกฤต แดงทองดี

การสู้เพื่อความเท่าเทียมทางเพศไม่จะเป็นต้องยิ่งใหญ่เสมอไป บางทีการทำบางอย่างที่ดูเล็กน้อย ก็สามารถสร้างอิมแพ็กได้เหมือนกัน
lifestyle1
24 พ.ค. 2567 | ธนกฤต แดงทองดี

การสู้เพื่อความเท่าเทียมทางเพศไม่จะเป็นต้องยิ่งใหญ่เสมอไป บางทีการทำบางอย่างที่ดูเล็กน้อย ก็สามารถสร้างอิมแพ็กได้เหมือนกัน
ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยยังคงต้องเผชิญกับการความไม่เท่าเทียมทางเพศในรูปแบบต่างๆ การต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิและความเท่าเทียมให้กับผู้หญิงนั้น ยังคงมีอยู่ตลอดเรื่อยๆ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ทว่าสิ่งที่เปลี่ยนคือวิธีการและแนวคิดที่ถูกพัฒนาให้เข้ากับยุคสมัยมากขึ้น
การท้าทายแนวคิดความไม่เท่าเทียมทางเพศในสังคมในปัจจุบัน ไม่ได้เป็นการต่อสู้หรือขับเคลื่อนอย่างโจ่งแจ้งเหมือนแต่ก่อน ทว่าการต่อสู้ของกลุ่ม ‘สตรีนิยม’ กลับเป็นการดำเนินกิจกรรมเล็กๆ น้อยๆ ไปพร้อมกับชีวิตประจำวัน แนวคิดดังกล่าวถูกเรียกว่า ‘Microfeminism’
Microfeminism คืออะไร?
microfeminism คือ แนวคิดการต่อสู้เพื่อเรียกร้องให้เกิดความเท่าเทียมทางเพศที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ผ่านวิธีการหรือการกระทำเล็กๆ น้อยๆ และถ่ายทอดการกระทำดังกล่าวของตนเองลงบนโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนแพลตฟอร์ม TikTok พร้อมติด #Microfeminism เพื่อเป็นการสร้างแรงบันดาลใจในการต่อสู้กับผู้หญิงคนอื่นๆ ให้กล้าลุกขึ้นมาต่อสู้กับอำนาจความไม่เท่าเทียม ซึ่งแม้จะเป็นการกระทำที่ไม่ได้ยิ่งใหญ่ แต่การกระทำเหล่านี้กลับค่อยๆ สร้างความเปลี่ยนแปลงในสังคมที่พวกเธออยู่
การเกิดขึ้นของแนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับปัญหาความไม่เท่าเทียมทางเพศที่แฝงอยู่อย่างแนบเนียนในพื้นที่ต่างๆ ของสังคม ไม่ว่าจะเป็น ในชีวิตประจำวัน สถานที่ทำงาน ครอบครัว หรือแม้แต่กับคู่รัก ในบางครั้งแนวคิดหรือบรรทัดฐานทางสังคมบางอย่างที่ดูเหมือนจะเป็นปกติในสังคม กลับกลายเป็นแนวคิดความไม่เท่าเทียมทางเพศที่ถูกปลูกฝังต่อๆ กันมาผ่านรุ่นสู่รุ่นทั้งโดยรู้และไม่รู้ตัว ตัวอย่างเช่น อคติทางเพศของคนในสังคมบางกลุ่มที่มองว่าเพศหญิงอ่อนแอกว่าเพศชาย ทำให้เกิดความเชื่อในสังคมว่า ผู้ชายต้องเป็นผู้นำ ผู้หญิงต้องเป็นผู้ตาม หรือการกีดกันบทบาทของผู้หญิงในบางพื้นที่ของสังคม ที่สำคัญไปกว่านั้นอคติดังกล่าวเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้เกิดแนวคิดการเหยียดเพศ (sexism) หรืออาจรุนแรงไปจนถึงการเกลียดชังผู้หญิง (misogyny)
ด้วยเหตุนี้เองแนวคิด microfeminism จึงเกิดขึ้นมา เพื่อท้าทายกับอคติและความไม่เท่าเทียมทางเพศที่แฝงอยู่ในชีวิต นอกจากนี้ แนวคิดดังกล่าวยังมีส่วนต่อการดึงผู้หญิงให้ออกมาแสดงออกถึงความไม่พอใจะและกล้าที่จะลุกขึ้นต่อสู้กับอำนาจทางเพศที่กดทับและกีดกันพวกเธอ ผ่านวิธีที่แต่ละคนสามารถทำได้ด้วยตนเอง
อย่างไรก็ดี กระแส microfeminism ถูกจุดขึ้น เมื่อใน TikTok เริ่มมีผู้หญิงหลายคนออกมาโพสต์วิดีโอถึงวีรกรรมความกล้าหาญของพวกเธอที่ได้กระทำในสังคมที่พวกเธออยู่ โดยมีจุดประสงค์เพื่อต้องการแสดงออกถึงวิธีการต่อสู้อันเล็กน้อยที่พวกเธอเลือกใช้ สำหรับการสร้างความเปลี่ยนแปลงในสังคม อย่าง แอชลีย์ ชานีย์ (Ashley Chaney) หนึ่งในผู้โพสต์วิดีโอลงบน TikTok เพื่อพูดถึงการกระทำแบบแนวคิด microfeminism โดยเธอได้บอกเล่าเรื่องราวถึงสิ่งที่เธอทำในที่ทำงานว่า “ทุกครั้งที่ฉันต้องส่งอีเมลถึงผู้บริหาร ฉันต้องใส่ชื่อของผู้ช่วยของผู้บริหารเหล่านั้นลงไปในอีเมลด้วย ถ้าหากผู้ช่วยเป็นผู้หญิง ฉันก็จะใส่ชื่อพวกเธอก่อนชื่อของผู้บริหารเสมอ” ซึ่งวิดีโอดังกล่าวกลายเป็นที่นิยม และมีผู้รับชมทะลุกว่า 2.7 ล้านคน
@iamashleychaney Girl’s girl, corporate edition. #microfeminism #feminist #feminism #corporatelife #girlsgirl ♬ original sound - Ashley Chaney
อีกคนที่นำเสนอวิธีการต่อต้านแบบ microfeminism ที่น่าสนใจ คือ เคที วูด (Katie Wood) ทนายความสาวผู้ที่มักจะเลือกใช้สรรพนามว่า ‘เธอ’ (she) ทุกครั้งที่เธอจำเป็นต้องติดต่องานกับผู้บริหาร ในกรณีที่ไม่รู้จักหน้าคร่าตาฝ่ายตรงข้ามมาก่อน แทนการใช้คำว่า ‘เขา’ (he) เว้นเสียแต่ว่าเธอจะรู้อยู่แล้วว่าผู้ที่เธอพูดถึงเป็นผู้ชาย
เรื่องนี้ที่วูดเผยแพร่ดูแล้วอาจจะเหมือนเป็นการกระทำที่ขำขัน ไม่ได้มีนัยสำคัญแต่อย่างใด ทว่าแท้จริงแล้วการกระทำของเธอกลับกลายเป็นวิธีที่แสดงออกให้เห็นถึงการเชื่อมั่นถึงความสามารถของผู้หญิงในการเป็นผู้บริหารระดับสูงในองค์กร วูดยังเชื่อว่า การที่เธอพูดสิ่งเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้จะช่วยทำให้อคติทางเพศหรือการเหมารวมทางเพศลดลงได้ ที่สำคัญยังช่วยให้ผู้หญิงหลายคนกล้าที่จะลุกขึ้นมาพูดสิ่งเหล่านี้กันมากขึ้น เธอเชื่อว่ามันจะต้องสร้างความเปลี่ยนแปลงในสังคมได้อย่างแน่นอน
ไม่เพียงแต่ microfeminism ในที่ทำงานเท่านั้น แต่ยังมีผู้ใช้งานอีกหลายคนที่บอกเล่าเรื่องราวการใช้แนวคิดดังกล่าวกับคนรอบตัวของพวกเธอเช่นกัน อย่าง ผู้ใช้งาน TikTok @Samspiegsp แบ่งปันเรื่องราวของเธอ เมื่อเธอถูกถามถึงความสัมพันธ์ของเธอกับสามีว่า “เธอเป็นภรรยาของผู้ชายคนนี้หรือเปล่า” แต่เธอเลือกที่จะไม่ตอบกลับตามคำถามนั้น แต่กลับตอบว่า “ไม่ ผู้ชายคนนี้เป็นสามีของฉัน” การกระทำดังกล่าวของเธอ ถือเป็นการแสดงออกถึงการต่อต้านความคิดที่ผู้หญิงมักจะตกอยู่ภายใต้อำนาจของผู้ชายโดยเฉพาะในครอบครัว แม้เพียงในประโยคที่ดูเหมือนจะธรรมดา เพียงแค่สลับตำแหน่งของบุคคลในประโยค กลับทำให้ความรู้สึกที่มีต่อรูปประโยคเปลี่ยนไป
@samspiegs Up with the matriarchy! @katie wood #microfeminism ♬ original sound - Sammy Jo
นอกจากตัวอย่างที่ยกมาแล้ว ยังมีผู้ใช้งาน TikTok อีกมากกว่าหลายร้อยคนที่เริ่มออกมาโพสต์วิดีโอบอกเล่าถึงการกระทำเล็กๆ น้อยๆ ตามแบบ microfeminism ที่พวกเธอได้ทำลงไป ถือเป็นการจุดกระแสและรวมตัวผู้หญิงหลายคนให้ออกมาร่วมกันต่อต้านความไม่เท่าเทียมทางเพศไปพร้อมๆ กัน ประหนึ่งว่านี่คือกระแสธารของเฟมินิสม์ที่กลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้งบนโลกออนไลน์
จากกระแสเฟมินิสม์คลื่นที่ 3 และ 4 สู่ #Microfeminism
กระแส microfeminism ที่เกิดขึ้น เป็นผลพวงและการต่อยอดที่สำคัญจากการต่อสู้เพื่อสิทธิของกลุ่มเฟมินิสม์คลื่นลูกที่ 3 และ 4 ทั้งนี้คำว่าคลื่นของเฟมินิสม์ (feminisim wave) ถูกนิยามถึงกระแสการลุกขึ้นต่อสู้เพื่อสิทธิหรือจุดประสงค์บางอย่างของผู้หญิงในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งมีเป้าหมายที่แตกต่างกันออกไป แต่ถึงอย่างนั้นสิ่งที่เป็นจุดยืนร่วมของกลุ่มเฟมินิสม์ในแต่ละคลื่นคือ การต่อต้านความไม่เท่าเทียมทางเพศและอำนาจชายเป็นใหญ่ (patriarchy) ที่ส่งผลกระทบต่อภาคส่วนต่างๆ ในสังคม
เฟมินิสม์คลื่นที่ 3 เกิดขึ้นหลังทศวรรษที่ 1990 เป็นต้นมา โดยมุ่งเน้นไปที่ปัญหาความไม่เท่าเทียมทางเพศที่ยังคงเกิดขึ้นอยู่อย่างยิบย่อยในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่การทำงาน ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ผู้หญิงหลายคนได้รับผลกระทบมากที่สุดอย่างการคุกคามทางเพศในที่ทำงาน เป็นต้น
ด้วยเหตุนี้เอง นักสตรีนิยมในช่วงคลื่นที่ 3 นี้ จึงต้องการให้ผู้หญิงจำนวนมากลุกขึ้นมากล้าแสดงออกถึงสิ่งที่พวกเธอต้องพบเจอในฐานะปัจเจกบุคคล ซึ่งแตกต่างจากสองคลื่นก่อนหน้าที่เรียกร้องในระดับภาพรวมของผู้หญิง เช่น การเรียกร้องเพื่อสิทธิในการเลือกตั้งของผู้หญิง ทั้งนี้ผู้หญิงหลายคนในช่วงคลื่นที่ 3 เริ่มออกมาแสดงความคิดเห็นและบอกเล่าเรื่องราวการถูกปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียมที่พวกเธอต้องพบเจอ อีกหนึ่งประเด็นที่สำคัญของกระแสเฟมินิสม์ในช่วงนี้คือ การนับรวมกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเชื้อชาติ เพศ และสีผิวลงในกลุ่มเฟมินิสม์ด้วย
ถัดมา เฟมินิสม์คลื่นที่ 4 เป็นการเคลื่อนไหว้เพื่อต่อต้านความไม่เท่าเทียมและปัญหาทางเพศที่เกิดขึ้นผ่านการใช้ประโยชน์จากโซเชียลมีเดียในการเป็นพื้นที่รวมตัวผู้คน แทนที่การออกมาเรียกร้องด้วยการประท้วงหรือรวมตัวกันบนท้องถนนเหมือนยุคก่อนๆ หนึ่งในจุดเริ่มต้นที่สำคัญของคลื่นลูกนี้คือ #MeToo ซึ่งเริ่มต้นโดย ทารานา เบิร์ก (Tarana Burke) เผยแพร่ข้อมูลการประพฤติผิดทางเพศของ ฮาร์วีย์ ไวน์สตีน (Harvey Weinstein) โปรดิวเซอร์ภาพยนตร์ บนโซเชียลมีเดีย จนทำให้ผู้หญิงอีกหลายคนติดแฮชแท็กดังกล่าวพร้อมเปิดเผยเรื่องราวการถูกล่วงละเมิดทางเพศของพวกเธอ
นอกจากนี้ยังมีแฮชแท็กอีกมากมายที่เกิดขึ้นในยุคนี้ อาทิ #YesAllWomen, #bringbackourgirls, และ #NotYourAsianSidekick นี่จึงอาจกล่าวได้ว่า การเคลื่อนไหวในคลื่นลูกที่ 4 ถือเป็นการต่อยอดจากคลื่นลูกที่ 3 ด้วยการใช้โซเชียลมีเดียวเป็นสื่อกลางในการสื่อสารปัญหาที่ผู้หญิงต้องเผชิญในสังคมที่พวกเธออยู่ ซึ่งทำให้ผู้หญิงกล้าที่จะออกมาเผยแพร่เรื่องราวของพวกเธอกันมากขึ้น เพื่อให้ผู้คนได้รับรู้ว่ายังมีผู้หญิงอีกจำนวนไม่น้อยที่ตกอยู่ภายใต้ความไม่เท่าเทียมและการกดขี่ทางเพศ
การเกิดขึ้นของกระแสเฟมินิสต์ทั้งสองคลื่นนั้นมีส่วนสำคัญอย่างมากต่อการประกอบสร้างแนวคิดการโต้กลับความไม่เท่าเทียมทางเพศในสังคมของกลุ่ม microfeminism อีกทั้งกระแสในครั้งนี้ยังแสดงถึงความเปลี่ยนแปลงในเรื่องของการเริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน จากแต่เดิมที่การเรียกร้องของผู้หญิงจะมุ่งเน้นไปที่เป้าหมายระดับใหญ่ ทำให้ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ไม่เพียงแต่เป็นก้าวแรกที่สำคัญของการเรียกร้องเพื่อความเท่าเทียมทางเพศ แต่ยังเป็นการแสดงออกให้เห็นอย่างชัดเจนถึง การต่อสู้กลับของผู้หญิง เพื่อทลายระบบชายเป็นใหญ่ในสังคม
ท้ายที่สุดแล้ว แม้แนวคิด microfeminism จะเป็นการต่อสู้ในระดับเล็กๆ และอาจไม่ได้สร้างผลกระทบในระดับใหญ่มากในทันที ทว่ามันกลับสามารถดึงผู้หญิงจำนวนมากให้ออกมาร่วมขบวนการเรียกร้องในครั้งนี้ได้ ถือเป็นนิมิตรหมายที่ดีสำหรับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
ข้อมูลอ้างอิง