งานวิจัยที่จัดทำโดย ActivTrak (แอ็กทีฟ แทร็ก) บริษัทสัญชาติอเมริกันที่พัฒนาซอฟต์แวร์ติดตามการทำงานของพนักงานให้กับองค์กรต่างๆ โดยวิเคราะห์ข้อมูลชั่วโมงการทำงานกว่า 38 ล้านชั่วโมง ของลูกจ้าง 134,000 คนทั่วโลก ในหลากหลายสายอาชีพ ทั้งสายการเงิน สาธารณสุข ประกันชีวิต และสายบริการ ได้ผลออกมาว่า ในปีทีผ่านมาชั่วโมงการทำงานเฉลี่ยทั่วโลกลดลง 37 นาที และจำนวนคนทำงานล่วงเวลาก็ลดลงด้วย ซึ่งอาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าบรรดานายจ้างเริ่มตระหนักเรื่อง Work-Life Balance หรือสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานมากขึ้นในยุคหลังโควิด
หนึ่งในเรื่องที่น่ายินดีทั้งฝ่ายนายจ้างและลูกจ้างที่ได้จากผลสำรวจนี้คือ แม้พนักงานจะใช้เวลาในการทำงานลดลง แต่ผลวิจัยชี้ชัดว่าประสิทธิภาพในการทำงาน (Productivity) ไม่ได้ลดตามไปด้วย
กาเบรียลา เมาช์ รองประธานศูนย์ข้อมูลของ ActivTrak เผยว่า เวลาทำงานที่ลดลงอาจสะท้อนว่าบริษัทต่างๆ เริ่มฟังเสียงของพนักงานที่ร้องขอความช่วยเหลือ หลังต้องต่อสู้กับภาวะหมดไฟในการทำงาน นอกจากนี้ ผลวิจัยยังพบว่าจำนวนลูกจ้างที่ถูกใช้งานอย่างหนัก หรือมักต้องทำงานเกินเวลางานปกติ ลดลงจาก 32% ในปีก่อนหน้า เหลือ 28% ซึ่งความเปลี่ยนแปลงนี้จะส่งผลดีกับสุขภาพกาย สุขภาพจิต และสุขภาพทางการเงินของลูกจ้าง อย่างไรก็ตาม ทั่วโลกยังมีพนักงานเกือบ 1 ใน 3 ที่ยังต้องทำงานเกินวันละ 10 ชั่วโมงต่อไป