ปัจจุบัน SCG ได้สร้าง"ฝายชะลอน้ำ"ในภาคเหนือแล้วกว่า 5 หมื่นฝ่าย ตามเป้าหมายที่จะสร้าง 70,000 ฝาย โดยในการนำตัวแทนชุมชนและเยาวชนจาก 3 จังหวัดมาศึกษาครั้งนี้ ยังได้ให้ทั้งหมดลงมือ"ทำจริง"ในภาคปฏิบัติ ก่อนกลับภูมิลำเนาเพื่อ"สานต่อที่พ่อทำ สร้างฝ่ายทั่วไทย"
จากนั้น ไฮไลท์สำคัญของการนำตัวแทนทั้งหมดจาก 3 จังหวัดมาภาคเหนือ ก็คือการมาดูพื้นที่ ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ จ.เชียงใหม่ เพื่อดูโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เมื่อวัน 11 ธันวาคม พ.ศ. 2525 ที่พระราชประสงค์ให้เป็นศูนย์กลางในการศึกษา ทดลอง ในพื้นที่ภาคเหนือ และเผยแพร่แก่ราษฎรให้นำไปปฏิบัติได้ด้วยตัวเองต่อไป โดย ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา จะปาฐกถาและพาเดินตามรอยทรงงานของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
"ในหลวงสอนมา 70 ปี มีคนถามผมว่าทรงสอนอะไร ความจริงก็คือพระองค์ทรงสอนเรื่องการดำรงชีวิต เรื่องน้ำเรื่องป่า น้ำเรามี แต่เราไม่เคยเก็บ ทรงรับสั่ง น้ำคือชีวิต ซึ่งผมสรุปได้สั้นๆว่าทรงทำโดยรูปแบบ"จากนภา ภูผา สู่มหานที" คือในหลวงมองฟ้า เราเห็นเมฆ ในหลวงเห็นน้ำ ทรงทำฝนหลวง ซึ่งยากมาก เพราะต้องคำนวณทุกอย่างทั้งเมฆ ความชื้น" ดร.สุเมธกล่าว
ทั้งนี้ "ห้วยฮ่องไคร้"ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงใช้เป็นศูนย์พัฒนาฯนั้น ในตอนที่เริ่มโครงการ ยังมีสภาพเป็นป่าเสื่อมโทรม ซึ่งดร.สุเมธบอกว่า ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงรับสั่งในครั้งนั้นว่า "อีก 5 ปี ฉันจะทำให้คนอิจฉา ..ฉันจะทำให้เขียวใน 7 ปี" ซึ่งในที่สุด พระองค์ทรงทำได้ โดยป่าค่อยๆฟื้น ตามที่ทรงรับสั่งว่าป่าเหมือนทหาร มีชนชั้น ต้องค่อยๆโตทีละชั้น จากชั้นบนลงชั้นล่าง
เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนากล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงให้แนวทางการปลูกป่าว่า "ปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก" โดยทรงแนะนำปลูกป่าโดยไม่ใช้ต้นกล้า แต่ใช้มือให้อาหารป่า นั่นคือ"น้ำ" ด้วยการสอนให้สร้างฝายชะลอน้ำ ซึ่งในตอนนั้นคนทั่วไปเรียกฝายแม้ว เพราะเป็นฝายชะลอน้ำที่ชาวไทยภูเขาทำกัน
"พระองค์ทรงรับสั่งไม่ต้องเอาปูนมา แต่เอาของที่อยู่บนพื้นป่านั่นแหละ ทั้งไม้ ก้อนหิน นำมาทำฝายแม้ว" ดร.สุเมธกล่าว และว่า เมื่อทำเสร็จ พอฝนตก เจ้าหน้าที่กรมชลประทานก็มากราบทูลว่าทำแล้วบอกไม่สำเร็จ เพราะฝายเก็บน้ำไม่ได้ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯทรงรับสั่งด้วยความดีพระทัยว่านั่นแหละสำเร็จแล้ว เพราะถ้าเก็บน้ำได้ คือไม่สำเร็จ
การทำงานของ"ฝายชะลอน้ำ" ที่ทรงรับสั่งก็คือ การให้น้ำที่ไหลจากที่สูง ถูกนำมาข้างล่างโดยไม่ไหลเร็ว แต่ถูกชะลอไว้ พร้อมทั้งให้น้ำที่ไหลมานั้นค่อยๆซึมลงสู่พื้นใต้ดิน ซึ่งมี"ต้นกล้า"อยู่ และเมื่อ"ต้นกล้า"ได้น้ำที่ไหลลงมาจากที่สูง ก็เหมือนได้อาหาร จึงค่อยๆเติบโต และในที่สุด พื้นที่ป่าเสื่อมโทรมที่ห้วยฮ่องไคร้ ก็กลายเป็นป่าอุดมสมบูรณ์ในทุกวันนี้
"พระองค์สอนให้คนอยู่ได้ ป่าเศรษฐกิจจึงต้องมี น้ำไหลจากข้างบนลงข้างล่าง จากป่าลงที่ราบ ลงแม่น้ำ พระองค์สอน เข้าใจ เข้าถึง พัฒนาเข้าใจ คือเข้าใจว่าธรรมชาติมีน้ำ มีฝน เข้าถึง คือเข้าให้ถึงการนำความรู้มาใช้ คือทำฝาย พัฒนา คือพัฒนาให้ยั่งยืน" ดร.สุเมธกล่าว และสรุปกับตัวแทนชุมชนและเยาวชนที่มาดูงาน รวมทั้งลงมือทำฝายชะลอน้ำว่า อยากให้ทุกคนคิดว่าชุมชนจะทำต่อไหม พวกเราจะส่งภูเขามีป่าหรือภูเขาไม่มีป่าให้ลูกหลาน
สำหรับโครงการ "รักษ์น้ำ The Journey สานต่อที่พ่อทำ สร้างฝายทั่วไทย" ในครั้งนี้ แบ่งเป็น 2 ระยะ โดยในระยะแรก ได้นำแกนนำจากชุมชนและตัวแทนเยาวชนคนรุ่นใหม่ ในพื้นที่ 3 จังหวัดที่เป็นเป้าหมายคือ จังหวัดกาญจนบุรี นครศรีธรรมราช และขอนแก่น มาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ป่ารอบโรงงานปูนซิเมนต์ ลำปาง และป่าของชุมชนโดยรอบโรงงาน อันเป็นผลมาจากการสร้างฝายชะลอน้ำ พร้อมทั้งได้ลงมือสร้างฝายชะลอน้ำ เพื่อนำประสบการณ์จริงและความรู้ที่ได้รับกลับไปใช้แก้ปัญหาการบริหารจัดการน้ำในชุมชนของตนเอง และสามารถถ่ายทอดองค์ความรู้สู่สมาชิกในชุมชนของตนเองได้
นี่เป็นหนึ่งในการ"เทิดด้วยทำ" ตามแนวทาง"ปลูกป่าโดยไม่ปลูก"ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช