อย่างไรก็ตาม คดีที่หมดอายุความเป็นคนละคดีกับที่ สุนทรฯ และกนกวรรณฯ กระทำผิดฐานบุกรุกยึดถือครอบครอบป่า ซึ่งมีการแจ้งความไว้แล้ว 7 ข้อหา โดยพฤติกรรมความผิดดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อปี 2560 ส่วนในปี 2563 ได้กระทำผิดฐานบุกรุกแผ้วถางออกนอกโฉนด เข้าไปในพื้นที่อุทยานฯ รวม 7 แปลง กว่า 24 ไร่เศษ แจ้งความดำเนินคดี 2 คดี
พ.อ.พงษ์เพชร ยอมรับว่า เข้าใจ และเห็นใจเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ว่าได้รับแรงกกันดัน เจ้าหน้าที่ในท้องที่ไม่กล้าดำเนินคดี ต้องใช้กองกำลังส่วนกลางลงมา และจากนี้ไปจะติดตามคดี 2 พ่อลูก ที่ค้างในชั้นตำรวจ และอัยการ
จากนั้น พ.อ.พงษ์เพชร์ ได้นำสื่อมวลชนไปดูแปลงบุกรุกที่มีการจับกุมเมื่อปี 2563 คือแปลงโฉนดเลขที่ 115 และ 116 แปลงโฉนดเลขที่ 1, 2, 3
ต่อมา พ.อ.พงษ์เพชร ได้เดินทางไปที่สภ.เมืองปราจีนบุรี เพื่อติดตามความคืบหน้าของคดีในชั้นตำรวจ ต้องติดตามต่อไป ที่อัยการจังหวัดปราจีนฯ สั่งไม่ฟ้อง และผู้การจังหวัดเห็นแย้ง ขณะนี้อยู่ในชั้นพิจารณาของอัยการสูงสุด ซึ่งชุดจับกุมได้ติดตามโดยไม่นิ่งนอนใจ
พ.อ.พงษ์เพชร ย้ำว่า ได้เวลาคิกออฟทวงคืนผืนป่าในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เพราะรอเวลาตั้งแต่ปี 2563 ได้ส่งสัญญารไปแต่ไม่ได้การตอบรับ แต่คิดว่าตอนนี้พร้อม และประชาชนคนไทยทั้งประเทศก็อยากให้ทวงคืนทรัพย์สมบัติชาติกลับคืนมา ตรวจสอบอย่างจริงจัง งานนี้ต้องช่วยกันทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง กอ.รมน.พร้อมเป็นแกนกลางการทำงาน