จากนั้น นายเนย ได้ใช้โทรศัพท์มือถือของตนเอง ทําธุรกรรมโอนเงินจากบัญชีเงินฝากของสมเด็จพระวันรัต และบัญชีอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับวัดบวรนิเวศราชวรวิหาร มายังบัญชีเงินฝากของตนเอง
เบื้องต้น วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร ได้รับความเสียหาย ประมาณ 110 ล้านบาทเศษ และวัดวชิรธรรมาราม ได้รับความเสียหายประมาณ 80 ล้านบาทเศษ
วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนกองปราบปราม เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2565 เพื่อให้ดำเนินคดีกับ นายเนย
“นายเนย” ถือเป็นลูกศิษย์ที่ได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากสมเด็จพระวันรัต เป็นอย่างมาก รู้จักมาไม่ต่ำกว่า 15 ปี ถึงขนาดที่สมเด็จพระวันรัตเมตตาฝากให้ทำงานในองค์กรชื่อดังแห่งหนึ่ง เป็นที่ทราบดีว่า หากใครจะติดต่อกับสมเด็จพระวันรัต จะต้องติดต่อผ่าน นายเนย เพียงเท่านั้น
ประเด็นที่ว่า เงินไปอยู่ในมือของ ไวยาวัจกรวัดบวรนิเวศราชวรวิหาร ซึ่งเป็นลูกศิษย์คนสนิทสมเด็จพระวันรัต ได้ก็ด้วยจาก สมเด็จพระวันรัต เป็นพระมหาเถระที่เคร่งในพระวินัย ไม่จับต้องเงินทอง ทรัพย์สินทั้งหมดจะเป็นหน้าที่ของไวยาวัจกร ที่มอบหมายซึ่งเป็นไปตามพระวินัย บรรดาทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องจึงอยู่ในความครอบครองดูแลจัดการของไวยาวัจกร ซึ่งก็คือ “นายเนย”
ทรัพย์สินของสมเด็จพระวันรัต ไม่ได้ทำพินัยกรรม ตามกฎหมายทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างที่ครองสมณเพศ เมื่อมรณภาพไปโดยไม่มีการจำหน่ายจ่ายโอน ทรัพย์สินทั้งหมดก็จะตกเป็นของวัด
ทีมข่าวสืบสวนความจริง สอบถามชาวบ้านที่อยู่อาศัยรอบๆ วัดบวรฯ ได้ข้อมูลที่เกี่ยวกับ “นายเนย” ไม่มากนัก ชาวบ้านรู้ข่าวนายเนย ยักยอกเงินของสมเด็จพระวันรัต จากข่าว โดยก่อนหน้านี้เห็นนายเนย บ้าง เท่าที่เห็น เป็นคนเงียบๆ ไม่ค่อยพูดค่อยจา
ชาวบ้าน เล่าว่า “เขาจะร่ำรวยหรือไม่อย่างไร ผมไม่รู้ เพราะเห็นว่าเขาใช้ชีวิตตามปกติ แต่มีบางสิ่งที่ตั้งสังเกตคือ มีการขัดขาอะไรกันหรือไม่ เพราะการดำเนินคดีค่อนข้างไวมาก อาจจะไม่ใช้เรื่องทรัพย์เพียงอย่างเดียวหรือไม่ ซึ่งเป็นเพียงแค่การตั้งข้อสังเกตเท่านั้น”
ขณะนี้ตำรวจ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ยืนยันว่าผู้กระทำผิดเพียงแค่รายเดียว คือ “นายเนย” และจากการสอบปากคำผู้ต้องหายังให้การปฏิเสธ อ้างว่าเป็นการให้โดยเสน่หา แต่เจ้าหน้าที่ยังไม่ปักใจเชื่อ เนื่องจากค่อนข้างขัดแย้งกับพยานหลักฐานที่มีอยู่ จึงต้องว่ากันไปตามข้อเท็จจริง ส่วนทรัพย์สินต่างๆ ขณะนี้สามารถติดตามกลับคืนมาได้เยอะพอสมควร อาทิ รถยนต์หรู และ เงินสด
ส่วนทรัพย์สินบางอย่างของผู้ต้องหา มอบให้บุคคลอื่นถือครอง จะดูที่เจตนาว่าให้การข่วยเหลือยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินด้วยหรือไม่ ดังนั้นเพื่อเป็นการแสดงความบริสุทธิ์ใจขอให้รีบนำกลับมาคืน ไม่เช่นนั้นอาจถูกดำเนินคดีในฐานความผิด”ฟอกเงิน”
จากตรวจสอบของตำรวจยังพบว่า ในช่วงเวลาเดียวกัน “นายเนย” ได้กระทำการในลักษณะเดียวกันกับวัดสาขาวัดบวรฯ ในพื้นที่ จ.ตราด อีก 2 วัด เป็นเงินงบประมาณจัดสร้างวัดรัตนวราราม 80 กว่าล้านบาท และ งบจัดสร้างโรงเรียนวัดคีรีวิหาร กว่า 10 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบ
รอง ผบก.กองปราบปราม พ.ต.อ. อเนก เตาสุภาพ เปิดเผยว่า เส้นทางการเงินกรณีการยักยอกทรัพย์ และโกงเงินวัดบวรนิเวศวิหาร พบไว่ไม่เกี่ยวข้องกับวัดรัตนวนารามแต่อย่างใด
ตำรวจ แจ้งข้อหา “นายเนย” รวม 4 ข้อหา ประกอบด้วย ฉ้อโกง, ลักทรัพย์, ปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม และ ฟอกเงิน
สำหรับรถหรูที่ตำรวจตรวจยึดมาจากอดีตไวยาวัจกรวัดบวรนิเวศราชวรวิหาร มี 9 คัน ประกอบด้วย รถยนต์เบนลี่ ทะเบียน ภภ 5 กทม. รถยนต์ปอร์เช่ ทะเบียน 1 กบ 55 กทม. รถยนต์เทสล่า ทะเบียน ชณ 368 กทม. รถยนต์บีเอ็มดับเบิ้ลยู เลขทะเบียน จพ 17 กทม. รถตู้แวนโฟล์คสวาเกน ทะเบียน นน 9 กทม. รถยนต์นิสสัน ทะเบียน ขข 5995 กทม. รถยนต์เล็กซัส ทะเบียน ชธ 456 กทม. รถยนต์วอลโว่ ทะเบียนป้ายแดง และเลขทะเบียน พร 656 กทม.ขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบที่ไปที่มาของรถเหล่านี้
ส่วนทรัพย์สินอื่น ทั้ง เงินสด เงินฝากในบัญชี อสังหาริมทรัพย์ กระเป๋าแบรนเนม พระเครื่องทองคำ รวมมูลค่าที่ยึดอายัดไว้กว่า 100 ล้านบาท
เส้นทางเงิน “ไวยาวัจกร เนย” เผยรสนิยมติดหรู ซูเปอร์คาร์
รายงานข่าวแจ้งว่า จากการขยายผลแกะรอยเส้นทางการเงินของ นายเนย เพื่อติดตามทรัพย์สินและเงินของวัดกลับคืนมา เจ้าหน้าที่ชุดคลี่คลายคดีดังกล่าวได้สืบพบหลักฐานสำคัญเกี่ยวกับที่ไปที่มาของรถหรูยี่ห้อ รถเบนท์ลี่ย์ หมายเลขทะเบียน ภภ5 กรุงเทพมหานคร โดยพบว่า หลังได้เงินจากวัดไปนั้น นายเนย ได้นำไปซื้อรถคันดังกล่าวจากโชว์รูมแห่งหนึ่งในพื้นที่ กทม.
ทางพนักงานสอบสวนกองปราบฯ จึงติดต่อเชิญตัวแทนโชว์รูม มาเข้าให้ปากคำ เพื่อสอบถามรายละเอียด โดยเฉพาะห้วงเวลาในการซื้อขาย ซึ่งจากการสอบปากคำ พบ ช่วงเวลาที่นายเนยติดต่อซื้อรถคันดังกล่าวนั้นสอดคล้องกับช่วงเวลาที่ก่อเหตุยักยอกเงินจากทางวัดไปจริง
อีกทั้งทางตัวแทนของโชว์รูมดังกล่าว ยังยืนยันอีกว่า นอกเหนือจากรถเบนท์ลี่แล้ว นายเนย ยังมีความคิดสนใจที่จะซื้อรถซูเปอร์คาร์ ยี่ห้อแลมโบกินี่ มูลค่ากว่า 40 ล้านบาท จากทางโชว์รูมเพิ่มเติมอีก 1 คัน แต่เนื่องจากขณะนั้นไม่มีรุ่นที่ต้องการ จึงทำให้อยู่ระหว่างการจัดหา หรือ จัดซื้อ กระทั่งมาถูกจับกุมตัวเสียก่อน
อย่างไรก็ตาม จากแนวทางสืบสวนยังพบว่า เงินที่นายเนย นำมาใช้ซื้อรถหรูบางคัน ไม่ได้มาจากการยักยอกเงินของวัดเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่มีบางส่วนเป็นเงินที่ได้มาจากการนำชื่อของสมเด็จพระวันรัต ไปแอบอ้างโดยพลการ เพื่อขอสนับสนุนเงินจากนายทุน หรือ กลุ่มลูกศิษย์วัดที่เคารพศรัทธา อ้างว่าจะนำไปใช้ในกิจนิมนต์ของสมเด็จพระวันรัต โดยที่สมเด็จพระวันรัต ไม่ทราบเรื่องหรือรู้เห็นกับการกระทำดังกล่าวแต่อย่างใด
นอกจากนี้ยังได้แอบขโมยพระเครื่องหายาก มูลค่าสูง ของวัดบางส่วนไปปล่อยเช่าให้กับเซียนพระ จำนวนหลายองค์มูลค่านับล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างการติดตามกลับคืนมา