นายไตรยฤทธิ์ เผยว่า DSI ได้สร้างนวัตกรรม “โปรแกรมค้นหาข้อมูลส่วนบุคคล (DSI Smart Search)” โดยนำข้อมูลจากระบบฐานข้อมูลของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย จากอัตลักษณ์ของ “คนไร้รัฐไร้สัญชาติ” ครั้งละหลายๆ คน โดยสามารถค้นหาแบบมีเงื่อนไขถึงเครือญาติได้ จากนั้นจะนำข้อมูลเข้าสู่ “ระบบฐานข้อมูลข่าวกรอง (IBase)” แล้วใช้ “โปรแกรมวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชื่อมโยง (I2)” แล้วนำมาสร้างภาพข้อมูล (Data Visualization) “ความสัมพันธ์ทางเครือญาติ” ซึ่งจะใช้เป็นหลักฐานส่วนหนึ่งในการพิสูจน์สัญชาติ และมีความเร็วในการประมวลผลมากกว่าเดิม 12 เท่า และมีความถูกต้อง 100 % ขณะการตรวจสอบด้วยบุคคลจะต้องใช้เวลา 4 ชั่วโมง (240 นาที) แต่นวัตกรรมของ DSI จะใช้เวลาเพียง 20 นาที ซึ่งรวดเร็วขึ้น 220 นาที/ราย
จากนั้น ใช้พยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ มาสนับสนุน การสอบปากคำของฝ่ายปกครอง เพื่อพิสูจน์หาความสัมพันธ์ทางสายโลหิตและเครือญาติ โดยการตรวจ DNA จากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์
อธิบดีDSI กล่าวย้ำว่า การช่วยชาวบ้านให้มีบัตรประจำตัว เป็นไปตามกฎบัตรสหประชาชาติ ด้านสิทธิมนุษยชน และลดปัญหาคดีค้ามนุษย์ คดีความมั่นคง และคดียาเสพติด
ส่วนวันพรุ่งนี้ (22 มี.ค. 2565) อธิบดี DSI พร้อมคณะ จะลงพื้นที่อ.สบเมย และ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน เพื่อมอบบัตรประจำตัวประชาชน ให้แก่บุคคล ที่ผ่านกระบวนการพิจารณาสัญชาติ อีกจำนวน 21 ราย ซึ่งการดำเนินการในครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากองค์กรภาคประชาสังคมหลายแห่ง อาทิ องค์กรแพลน อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย มูลนิธิเครือข่ายสถานะบุคคล และเครือข่ายสตรีชนเผ่าแห่งประเทศไทย เป็นต้น
หลังจากนี้ DSI และสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ จะดำเนินการค้นหา และตรวจสอบคนไร้รัฐไร้สัญชาติที่ตกสำรวจ มาคัดกรอง เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สัญชาติให้ครบถ้วนที่สุด ต่อไป