คดีรถหรูเลี่ยงภาษี เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2555 ปัจจุบันผ่านมากว่า 10 ปี ตั้งเป็นคดีพิเศษ 207 คดี สอบสวนเสร็จสิ้นแล้ว 167 สำนวนคดี มูลค่าประมาณ 800 ล้านบาท สำนวนอยู่ระหว่างการสอบสวนคดีพิเศษ 40 คดีและอยู่ระหว่างมอบหมายผู้รับผิดชอบ 367 คดี
สำหรับรถหรูเลี่ยงภาษี ที่สร้างความเสียหายด้านภาษีให้กับภาครัฐนั้น ดีเอสไอ รับผิดชอบอยู่ 2ส่วน ประเภทแรกคือรถจดประกอบ ที่เป็นการสำแดงนำเข้าชิ้นส่วนรถยนต์จากต่างประเทศเพื่อนำมาประกอบขึ้นใหม่ในประเทศ มีกลุ่มนายทุนได้ใช้ช่องว่างกฎหมาย นำเข้ารถหรูรวมไปถึงซุปเปอร์คาร์ แต่ใช้วิธีการถอดล้อ หรือผ่าครึ่งคัน แยกเครื่องออก แล้วสำแดงเป็นอะไหล่รถยนต์ นำเข้ามาประกอบเป็นคันแล้วนำมาจำหน่าย ต่อมามีการแก้ไขกฎหมายและห้ามจดทะเบียนประเภทรถจดประกอบอีกต่อไป
ประเภทที่สองคือการนำเข้ารถหรูทั้งคันในกลุ่มเกรย์มาร์เก็ต แต่มีการสำแดงเท็จ ตั้งแต่ใบนำเข้าแบบ 32 รวมทั้งปลอมแหล่งกำเนิดที่มาเพื่อลดภาษี ซึ่งรถหรูทั้งสองประเภทจะเล็ดลอดเข้ามาไม่ได้หากไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐ เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง โดยรถเลี่ยงภาษีทั้งสองประเภทถือว่าสร้างความเสียหายด้านการจัดเก็บรายได้ด้านภาษีให้กับภาครัฐเป็นอย่างยิ่ง
มีการตรวจพบรถหรูทั้งหมด 1,428 คัน มูลค่า 9,800 ล้านบาท กรมศุลกากรได้ประเมินภาษีรถยนต์ส่วนที่ขาดแล้ว จำนวน 854 คัน มูลค่าความเสียหายกว่า 2,599 ล้านบาท เป็นภาษีกรมศุลกากร ภาษีสรรพสามิต ภาษีมหาดไทย และภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยเป็นรถนำเข้าจากประเทศอังกฤษทั้งหมด 17ยี่ห้อ ส่วนรถยนต์ที่เหลืออีก 574 คันมีการดำเนินการสอบสวนคู่ขนานกันไป
ได้มีการแจ้งดำเนินคดีตามกฎหมายของกรมศุลกากรกับบริษัทผู้นำเข้ารถยนต์ 114 ราย เป็นนิติบุคคล 113 รายและบุคคลธรรมดา 1 ราย