เนชั่นทีวี

Lifestyle

ติด "โควิด" เพิ่ม สัปดาห์ที่ผ่านมาเสียชีวิต 11 ราย รักษาตัวโรงพยาบาล 1,880 ราย

13 พ.ค. 2567 | ratchata

ติด "โควิด" เพิ่ม สัปดาห์ที่ผ่านมาเสียชีวิต 11 ราย รักษาตัวโรงพยาบาล 1,880 ราย

ติดเชื้อ "โควิด" ไม่มีแผ่ว กรมควบคุมโรค รายงานสถานการณ์ "โควิด19" สัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้ป่วยเข้ารักษาตัวโรงพยาบาล 1,880 ราย เฉลี่ยวันละ 269 ราย มากกว่าสัปดาห์ก่อนหน้า ขณะผู้เสียชีวิต 11 ราย อยู่ในกลุ่ม 608

13 พฤษภาคม 2567 กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข รายงานสถานการณ์ "โควิด19" ผ่านเพจเฟซบุ๊ก "กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข" ระบุว่า..

เกาะติดยอดผู้ติดเชื้อ "โควิด-19" รายสัปดาห์ ระหว่างวันที่ 5 - 11 พฤษภาคม 2567 พบว่า 
ผู้ป่วยรักษาตัวในโรงพยาบาล (รายสัปดาห์)

  • จำนวน 1,880 ราย : เฉลี่ยรายวัน จำนวน 269 ราย/วัน

ผู้เสียชีวิต (รายสัปดาห์)

  • จำนวน 11 ราย : เฉลี่ยรายวัน จำนวน 1 ราย/วัน

ติด "โควิด" เพิ่ม สัปดาห์ที่ผ่านมาเสียชีวิต 11 ราย รักษาตัวโรงพยาบาล 1,880 ราย

  • ผู้ป่วยรักษาในโรงพยาบาล สะสม 14,937 ราย (ตั้งแต่ 1 มกราคม 2567)
  • ผู้เสียชีวิต สะสม 104 ราย (ตั้งแต่ 1 มกราคม 2567)
  • ผู้ป่วยปอดอักเสบ 588 ราย
  • ผู้ป่วยใส่ท่อช่วยหายใจ 237 ราย

ติด "โควิด" เพิ่ม สัปดาห์ที่ผ่านมาเสียชีวิต 11 ราย รักษาตัวโรงพยาบาล 1,880 ราย

ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับสถานการณ์ผู้ติดเชื้อโควิด 19 รายสัปดาห์ เมื่อช่วงวันที่ 28 เมษายน - 4 พฤษภาคม 2567 พบว่า สถานการณ์ผู้ป่วยเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม
ติด "โควิด" เพิ่ม สัปดาห์ที่ผ่านมาเสียชีวิต 11 ราย รักษาตัวโรงพยาบาล 1,880 ราย

ศูนย์จีโนมฯ เตือนพบ "โอมิครอน KP.3" สายพันธุ์ย่อยใหม่

ขณะที่ เฟซบุ๊ก "Center for Medical Genomics" ของศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล โพสต์ข้อความระบุว่า..

เฝ้าระวัง! โอมิครอน KP.3 อาจแซงหน้า JN.1 และ FLiRT กลายเป็นสายพันธุ์หลักในไทย

องค์การอนามัยโลกแถลงข่าว โอมิครอน KP.2
ล่าสุดจากข้อมูลรหัสพันธุกรรมและแชร์บนฐานข้อมูลโควิดโลกจีเสส (GISAID) พบในประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อโควิด-19 ตระกูลโอมิครอนหลากหลายสายพันธุ์ย่อย ได้แก่ KP.1.1 จำนวน 1 ราย, KP.2 จำนวน 9 ราย, KP.2.2 จำนวน 1 ราย และ KP.4.1 จำนวน 1 ราย ซึ่งเป็นสายพันธุ์ในกลุ่ม "เฟลิร์ท" (FLiRT) ที่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษเนื่องจากศักยภาพในการแพร่กระจายและหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันที่สูงขึ้น 

นอกจากนี้ ยังมีการตรวจพบผู้ติดเชื้อโอมิครอน KP.3 ซึ่งไม่ได้จัดอยู่ในกลุ่มเฟลิร์ท จำนวน 8 ราย โดยที่โอมิครอน KP.3 มีความได้เปรียบในการเติบโตและแพร่เชื้อมากกว่าโอมิครอนที่ระบาดทั่วโลกประมาณ 80% หรือ 1.8 เท่าและพบผู้ติดโอมิครอน KP.3 ทั่วโลกแล้วถึง 833 ราย ซึ่งบ่งชี้ว่ามันอาจกลายเป็นสายพันธุ์หลักทั่วโลกและในประเทศไทย เข้าแทนที่โอมิครอน JN.1 และโอมิครอนกลุ่ม FLiRT ได้ในที่สุด

ด้วยการแพร่กระจายอย่างรวดเร็วของโอมิครอน KP.3 ผู้เชี่ยวชาญจึงกำลังเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากมันอาจนำไปสู่การเพิ่มขึ้นอย่างมากของจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศ ทางหน่วยงานสาธารณสุขจึงกำลังดำเนินมาตรการเชิงรุก เช่น การเพิ่มการเฝ้าระวัง การสุ่มถอดรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนมของโควิด-19 สวอปจากผู้ติดเชื้อทั่วประเทศ  และมาตรการด้านสาธารณสุขต่างๆ เพื่อลดการแพร่ระบาดของเชื้อ

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญยังคงแนะนำให้ประชาชนปฏิบัติตามมาตรการป้องกันอย่างเคร่งครัด ได้แก่ การสวมหน้ากากอนามัย รักษาสุขอนามัยที่ดี และประชาชนกลุ่มเปราะบางควรเข้ารับการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นอย่างต่อเนื่องตามเวลาที่กำหนด พร้อมทั้งแนะนำให้กลุ่มเปราะบางไปพบแพทย์หากมีอาการของโรคโควิด-19 เพื่อรักษาด้วยยาต้านไวรัสหรือแอนติบอดีสำเร็จรูปที่เหมาะสมกับสายพันธุ์ต่อไป

เมื่อไวรัสโคโรนายังคงมีวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่อง จึงมีความจำเป็นที่ทุกประเทศจะต้องเฝ้าระวังและปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสม โดยอาศัยความร่วมมือในระดับโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งการแชร์ข้อมูลการวิจัย การสุ่มถอดรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนมของผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในทุกประเทศแบบเรียลไทม์ และการเตรียมความพร้อมอย่างต่อเนื่อง เพื่อรับมือกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ข่าวล่าสุด