ล่าสุด มีงานวิจัยใหม่ซึ่งเป็นงานวิจัยชิ้นแรกที่รายงานความเชื่อมโยงระหว่าง "สารให้ความหวานที่ไม่มีแคลอรี่" "สารให้ความหวานที่มีแคลอรี่ต่ำ" และ "เครื่องดื่มที่มีน้ำตาล" ซึ่งมีความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของ "ภาวะหัวใจเต้นผิดปกติ" หรือที่เรียกว่าภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (atrial fibrillation) ดังนี้
- การดื่มเครื่องดื่มที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลตั้งแต่ 2 ลิตรขึ้นไปต่อสัปดาห์ ซึ่งเทียบเท่ากับน้ำอัดลมไม่ผสมน้ำตาลขนาดกลางต่อวันนั้น เพิ่มความเสี่ยงต่อ “ภาวะหัวใจเต้นผิดปกติ” หรือ ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วถึง 20% เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ดื่มเลย
- ขณะที่การดื่มเครื่องดื่มที่เติมน้ำตาลก็เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะดังกล่าวได้ 10%
- การดื่มน้ำผลไม้บริสุทธิ์และไม่หวานประมาณ 4 ออนซ์ เช่น น้ำส้มหรือน้ำผักนั้น อาจมีความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วต่ำกว่าที่ 8%
“เรายังต้องการการวิจัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับเครื่องดื่มเหล่านี้เพื่อยืนยันการค้นพบใหม่นี้ และเพื่อให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงผลกระทบด้านสุขภาพต่อโรคหัวใจและภาวะสุขภาพอื่นๆ ที่ตามมา…ในระหว่างนี้ น้ำคือตัวเลือกที่ดีที่สุด และจากการศึกษาครั้งนี้ ควรจำกัดหรือหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มรสหวานที่มีแคลอรีต่ำ” เพนนี คริส-อีเธอร์ตัน ศาสตราจารย์กิตติคุณสาขาวิทยาศาสตร์โภชนาการจากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐเพนซิลเวเนีย ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับการศึกษาใหม่นี้กล่าวในแถลงการณ์
ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว สาเหตุหลักของโรคหลอดเลือดสมองในสหรัฐฯ
ตามรายงานของศูนย์ควบคุมโรคติดต่อสหรัฐฯ (US Centers for Disease Control and Prevention / CDC) ระบุว่า “ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว เป็นสาเหตุหลักของโรคหลอดเลือดสมองในสหรัฐฯ นอกจากนี้ โรคหลอดเลือดสมองที่มีสาเหตุจากภาวะ A-fib ก็มีแนวโน้มที่จะรุนแรงกว่าโรคหลอดเลือดสมองที่มีสาเหตุอื่นๆ”
“ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว ยังทำให้เกิดลิ่มเลือด หัวใจล้มเหลว และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจวาย ภาวะสมองเสื่อม และโรคไตได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีแนวโน้มว่าจะมีความเสี่ยงในระยะยาว” ดร.เกรกอรี มาร์คัส ศาสตราจารย์คณะแพทย์ศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียบอกกับ CNN
“การวิจัยก่อนหน้านี้แสดงให้เห็นว่าการบริโภคน้ำอัดลมในปริมาณมากนั้น เชื่อมโยงกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว” นาวีด แซตตาร์ ศาสตราจารย์ด้านเวชศาสตร์เมตาบอลิซึมจากมหาวิทยาลัยกลาสโกว์ สกอตแลนด์ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับการศึกษาใหม่กล่าวในแถลงการณ์
การศึกษาอื่นที่เป็นไปในทำนองเดียวกัน เผยผู้คนบริโภคเครื่องดื่มที่ใช้สารให้ความหวานเชื่อมโยงโรคอื่นๆ และความเสี่ยงด้านสุขภาพ
มีการศึกษาซึ่งตีพิมพ์เมื่อต้นเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ในวารสาร Circulation: Arrhythmia and Electrophysiology ได้วิเคราะห์ข้อมูลจากผู้คนกว่า 2 แสนคนที่เข้าร่วมในฐานข้อมูลชีวการแพทย์ขนาดใหญ่ที่เรียกว่าการศึกษาธนาคารชีวภาพระยะยาว ซึ่งติดตามมาเป็นเวลาเฉลี่ย 10 ปี โดยผู้คนส่วนใหญ่มีอายุตั้งแต่ 37-73 ปี และมากกว่าครึ่งหนึ่งเป็นผู้หญิง พบว่า
- ผู้ที่บริโภคเครื่องดื่มที่ใช้สารให้ความหวานมากขึ้น มีแนวโน้มที่จะเป็นผู้หญิง อายุน้อยกว่า มีน้ำหนักมากกว่า และมีความชุกของ “โรคเบาหวานประเภทที่ 2” สูงกว่า
- ส่วนผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มที่มีรสหวานมากขึ้น มีแนวโน้มที่จะเป็นผู้ชาย อายุน้อยกว่า มีน้ำหนักมากกว่า และมีความชุกของ “โรคหัวใจ” สูงกว่า
- ผู้ที่ดื่มทั้งเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลและน้ำผลไม้บริสุทธิ์ มีแนวโน้มที่จะได้รับน้ำตาลทั้งหมดมากกว่าผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มที่ใช้สารให้ความหวาน
ทั้งนี้ ดร.หนิงเจี้ยน หวัง ศาสตราจารย์คณะแพทยศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้เจียวตง และผู้เขียนรายงานการศึกษาหลัก กล่าวว่า ผลการศึกษาของเราในครั้งนี้ไม่สามารถสรุปได้อย่างแน่ชัดว่าเครื่องดื่มประเภทหนึ่ง ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพมากกว่าอีกประเภทหนึ่ง เนื่องจากความซับซ้อนของการรับประทานอาหารของเรา และเนื่องจากบางคนอาจดื่มเครื่องดื่มมากกว่าหนึ่งประเภท
อย่างไรก็ตาม จากการค้นพบเหล่านี้เราขอแนะนำให้ผู้คนจำกัดปริมาณ หรืออาจหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่ใช้สารให้ความหวาน และแน่นอนว่าควรลดการดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลลงให้มากที่สุด เพราะ “น้ำตาล” นำมาซึ่งโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคหัวใจ และอย่าคิดว่าการดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลต่ำและแคลอรี่ต่ำนั้นดีต่อสุขภาพเสมอไป เพราะอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพในระยะยาวได้
แหล่งอ้างอิงข้อมูล