svasdssvasds
เนชั่นทีวี

สุขภาพ

อุณหภูมิวันนี้เริ่มโหด แต่กลิ่นโหดกว่า "กลิ่นตัวแรง" แก้ตรงไหนให้ตรงจุด!!

06 มีนาคม 2567
เกาะติดข่าวสาร >> NationTV
logoline

ร้อนไม่ไหว!! อุณหภูมิวันนี้ร้อนถึงร้อนจัด สูงสุด 41 องศาฯ ตามมาด้วยปัญหา “กลิ่นตัวแรง” กระทบความมั่นใจ ส่องสาเหตุ ปัจจัยเกิดกลิ่น รวมถึงทางแก้และวิธีป้องกันกลิ่นไม่พึงประสงค์ช่วงหน้าร้อน

อากาศที่ร้อนอบอ้าวของอุณหภูมิวันนี้ ทำประเทศไทยร้อนถึงร้อนจัดและทะลุ 41 องศาเซลเซียสในบางที่ ด้วยแสงแดดจ้าและความร้อนกลายเป็นปัจจัยสำคัญกระตุ้นให้เกิดเหงื่อ และอาจก่อให้เกิดโรคผิวหนังอื่นๆ เช่น ผดผื่นคัน ลมพิษ โรคมะเร็งผิวหนัง แต่ที่หลายคนกังวลคือเรื่อง “กลิ่นตัว” ซึ่งแม้จะไม่เป็นอันตราย แต่ก็บั่นทอนความมั่นใจ เสียบุคลิกภาพในการเข้าสังคม มาดูกันกลไกของการเกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์เป็นมาอย่างไร และแก้ไขได้หรือไม่

อุณหภูมิวันนี้เริ่มโหด แต่กลิ่นโหดกว่า \"กลิ่นตัวแรง\" แก้ตรงไหนให้ตรงจุด!!

ต่อมเหงื่อ และต่อมกลิ่น ความต่างที่หลายคนไม่รู้!!

  • ต่อมเหงื่อที่อยู่กระจายใต้ผิวหนังทั่วร่างกาย มีหน้าที่ผลิตเหงื่อเพื่อระบายความร้อนจากภายในร่างกาย ดังนั้น ต่อมเหงื่อชนิดนี้จะหลั่งเหงื่อออกมาเมื่อร่างกายอยู่ในที่ที่มีความร้อน หรือเมื่อเราออกกำลังกาย เพื่อควบคุมไม่ให้ความร้อนในร่างกายนั้นสูงเกินไป
  • ต่อมเหงื่อชนิดที่ 2 เป็นต่อมเหงื่อชนิดที่พบที่บริเวณรักแร้และขาหนีบ และอาจพบที่หลังหูหรือซอกคอได้บ้าง นิยมเรียกว่า ต่อมกลิ่น พบได้ตั้งแต่เกิด แต่จะเริ่มทำงานในช่วงวัยรุ่น มีหน้าที่ในการสร้างกลิ่นซึ่งเป็นลักษณะทางเพศแบบหนึ่งของคนเรา สารที่หลั่งจากต่อมกลิ่นประกอบด้วย กรดไขมันหลายชนิด มีลักษณะเหลวข้น ปกติจะไม่มีกลิ่น แต่เมื่อหลั่งออกมาด้านนอกของผิว แล้วพบกับเชื้อแบคทีเรีย หรือจากที่เรากินอาหารกลิ่นแรงๆ ก็จะทำให้เกิดกลิ่นที่ไม่น่าพิสมัยเกิดขึ้นได้

ในช่วงหน้าร้อน ที่กลิ่นตัวเหม็นเกิดจากกลิ่นของสารเคมีชื่อ Trim ethylamine ซึ่งขจัดออกมาจากเหงื่อ ปัสสาวะและน้ำคัดหลั่งของร่างกาย ในหน้าร้อนคนเราจะมีเหงื่อออกตามร่างกายจำนวนมาก ทำให้แบคทีเรียเพิ่มจำนวนมากขึ้น ทำให้บริเวณที่เหงื่อไม่สามารถระเหยได้สะดวก เช่น ซอกรักแร้ ซึ่งมีต่อมเหงื่ออะโปครายน์ (Apocrine) ที่เป็นสาเหตุของกลิ่นตัวโดยตรง ขณะที่บางรายมีเหงื่อออกไม่มาก แม้จะอาบน้ำทำความสะอาดแล้ว กลิ่นตัวก็ยังฉุนอยู่ อาจเกิดจากสาเหตุอื่นๆ เช่น ความเครียด ความกลัว ความโกรธ ก็เป็นได้เช่นกัน

อุณหภูมิวันนี้เริ่มโหด แต่กลิ่นโหดกว่า \"กลิ่นตัวแรง\" แก้ตรงไหนให้ตรงจุด!!

กลิ่นตัวเกิดจากสาเหตุอะไร?  

  • ต่อมเหงื่อผลิตเหงื่อมากเกินไป เหงื่อจะถูกสร้างมาจากต่อม  Apocrine Glands ซึ่งหากต่อมนี้มีการผลิตเหงื่อมากเกินไปก็จะทำให้เกิดปัญหากลิ่นตัวตามมาได้
  • ฮอร์โมนเพศชาย กลิ่นตัวแรง ผู้ชายก็เกิดจากสาเหตุในข้อนี้เป็นหลัก โดยฮอร์โมนเพศชายที่เกี่ยวข้องกับกลิ่นตัวนี้ก็คือ ฮอร์โมน Androgens
  • แบคทีเรียที่มากเกินไป แบคทีเรียในร่างกายของคนเรานั้นมีทั้งแบคทีเรียชนิดที่ดี และ ไม่ดี เมื่อใดก็ตามที่แบคทีเรียชนิดไม่ดีมากกว่าแบคทีเรียชนิดดี ทำให้เกิดความไม่สมดุล แล้วทำให้เกิดกลิ่นตัวขึ้น

ปัจจัยที่ทำให้เกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์

“เหงื่อ” อาจจะไม่ใช่ตัวการร้ายของเรื่องกลิ่นตัวเป็นเพียงปัจจัยเสริม จะสังเกตได้ว่าคนที่เพิ่งออกกำลังกายเสร็จใหม่ๆ บางคนมีกลิ่นตัว บางคนไม่มี ในขณะที่บางคนไม่มีเหงื่อแต่มีกลิ่นตัวแรงมากก็มี แสดงว่าสาเหตุการเกิดกลิ่นตัวไม่ใช่เรื่องของเหงื่อ แต่มีปัจจัยอื่นๆ ที่สามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ

สาเหตุภายนอก คือปัจจัยความร้อนกระตุ้นเชื้อแบคทีเรีย หรือการเป็นเชื้อราที่ผิวหนัง โดยเฉพาะบริเวณที่มีต่อมกลิ่น

  • ความร้อน หรือ อุณหภูมิที่สูงนั้น ทำให้ร่างกายของคนเราต้องขับเหงื่อออกมามากกว่าปกติ เพราะต้องรักษาสมดุลอุณหภูมิภายในร่างกายของเราเอง ส่วนนี้ก็ทำให้เกิดกลิ่นตัวตามมาได้
  • อาหารที่มีกลิ่น อย่างอาหารที่มีส่วนผสมของเครื่องเทศรสฉุนกลิ่นแรงทั้งกระเทียม หอมใหญ่ หอมแดง ผักชี หรือแม้แต่ขมิ้นล้วนทำให้เกิดสารกลุ่มซัลเฟอร์ในร่างกายที่มีส่วนทำให้เกิดกลิ่น
  • อาหารรสจัด อาหารที่มีรสเผ็ดจัดทำให้เกิดการขับเหงื่อของร่างกายที่มากกว่าปกติ และ เหงื่อนี้เองที่เป็นหนึ่งในสาเหตุของกลิ่น

สาเหตุภายในร่างกาย คือมีการขับสารบางอย่างออกมาจากต่อมกลิ่นและต่อมเหงื่อ เช่น ความเครียด การมีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน การกินอาหารที่มีกลิ่นแรงหรืออาหารที่มีรสเผ็ดพวกเครื่องเทศ กระเทียม การดื่มแอลกอฮอล์ การใช้ยารักษาภาวะซึมเศร้า ภาวะร่างกายหลั่งเหงื่อมากผิดปกติ หรือภาวะสุขภาพบางอย่างก็อาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดกลิ่นตัวที่แตกต่างกันออกไปได้ เช่น โรคเบาหวาน โรคตับหรือโรคไต เป็นต้น

  • ความเครียด เมื่อเกิดความเครียดขึ้นกับจิตใจ ก็จะส่งผลกระทบต่อร่างกายตามมา หนึ่งในนั้นก็คือส่วนของการขับเหงื่อที่มากกว่าปกติ
  • โรคอ้วน ร่างกายของคนอ้วนมักจะมีความอับชื้น และ เกิดการเสียดสีของร่างกายที่มากกว่าคนปกติทั่วไป คนอ้วนจึงมักมีกลิ่นเหงื่อเหม็นเปรี้ยว
  • โรคเบาหวาน ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานมักมีการสะสมของระดับคีโตนในร่างกายที่มากกว่าปกติ และคีโตนจากการสะสมของร่างกายนี้ก็จะเปลี่ยนไปเป็นกลิ่นตัวได้
  • การใช้ยาบางชนิด ยาบางชนิดเมื่อเราใช้ไปก็จะเกิดเหงื่อออกมากกว่าปกติ อาทิ การใช้ยาลดไข้ซึ่งทำให้เกิดกลิ่นตัวได้

 

กลิ่นตัวเหม็นมีโอกาสที่จะหายไปไหม และกลิ่นตัวแบบไหนผิดปกติ ควรรีบไปพบแพทย์ 

โดยทั่วไปกลิ่นเกิดขึ้นจากแบคทีเรียประจำถิ่น ซึ่งอาจมีสิ่งแวดล้อมเป็นตัวการทำให้เหงื่อออก ถ้าปัจจัยข้อนี้ไม่เปลี่ยนแปลง โอกาสที่จะหายก็คงยาก แต่ก็สามารถที่จะควบคุมได้ เช่น ในเรื่องของแบคทีเรียที่ทำให้เกิดกลิ่น หากใช้สบู่ที่มีฤทธิ์ควบคุมเชื้อแบคทีเรียในการระงับก็สามารถช่วยให้เห็นผลที่ดีได้ แต่หากกลิ่นตัวแรงแก้ไม่หาย ก็ไม่ควรนิ่งนอนใจ เพราะกลิ่นตัวเหล่านั้นอาจเป็นสัญญาณบอกถึงความผิดปกติต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับร่างกายได้เช่นกัน ซึ่งสังเกตได้ดังนี้

กลิ่นตัวคล้ายกลิ่นละมุด เราอาจคิดว่ากลิ่นตัวคล้ายกลิ่นละมุด เป็นกลิ่นหลังจากที่ดื่มเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอลล์เข้าไป แต่หากไม่ได้ดื่มแต่เกิดกลิ่นตัวคล้ายละมุดขึ้น ควรรีบไปพบแพทย์ เพราะร่างกายของคุณอาจกำลังมีปัญหาในส่วนของระบบขับถ่าย ที่ทำให้คุณกลายเป็นผู้ป่วยโรคตับ หรือกลายเป็นผู้ป่วยโรคไตได้

กลิ่นตัวคล้ายไข่เน่า นับเป็นกลิ่นที่มีความรุนแรงส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตเป็นอย่างมาก หากคุณมีกลิ่นตัวคล้ายไข่เน่าก็เป็นหนึ่งสิ่งที่แสดงว่าระบบลำไส้ของคุณกำลังมีปัญหา

กลิ่นตัวคล้ายกลิ่นคาวปลา เป็นกลิ่นตัวที่กำลังบ่งบอกว่าร่างกายของคุณกำลังโดนแบคทีเรียจากภายนอกโจมตีอย่างหนัก ซึ่งแบคทีเรียเหล่านี้ก็มักมาจากอาหารที่คุณรับประทานเข้าไป อาทิเช่น อาหารหมักดอง เป็นต้น

กลิ่นตัวคล้ายกลิ่นเหม็นเขียวขมคอ เป็นอีกแนวกลิ่นที่แสดงถึงปัญหาของตับ

กลิ่นตัวคล้ายกลิ่นผลไม้ เป็นกลิ่นที่นับว่ามีความหวาน แต่เป็นกลิ่นที่คุณไม่ควรมองข้าม เพราะเป็นกลิ่นที่บ่งบอกว่าร่างกายของคุณกำลังประสบกับปัญหาของโรคเบาหวาน

อุณหภูมิวันนี้เริ่มโหด แต่กลิ่นโหดกว่า \"กลิ่นตัวแรง\" แก้ตรงไหนให้ตรงจุด!!

การรักษาและป้องกันการมีกลิ่นตัว

  1. การรักษาสุขอนามัยให้สะอาด ล้างทำความสะอาดบริเวณรักแร้ ขาหนีบ จะช่วยลดปริมาณสารก่อกลิ่นที่หลั่งจากต่อมกลิ่นได้
  2. เลือกใช้สบู่ฆ่าเชื้อเพื่อช่วยลดปริมาณแบคทีเรีย แต่ไม่ควรใช้สบู่บ่อยเพราะอาจทำให้ผิวแห้งและการระคายเคืองได้
  3. หลีกเลี่ยงการอยู่ในบริเวณที่ร้อนจัด อับชื้น อากาศไม่ถ่ายเท ลดกิจกรรมกระตุ้นให้เหงื่อออกมาก
  4. การใช้ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกาย ใช้หลังจากทำความสะอาดร่างกายแล้ว สารระงับกลิ่นกายจะมีส่วนประกอบหลักคือ อลูมิเนียมคลอไรด์ (Aluminium Chloride) เพื่อลดการผลิตเหงื่อ บางผลิตภัณฑ์จะผสมสารฆ่าเชื้อแบคทีเรียและสารที่ให้กลิ่นหอม สำหรับคนที่แพ้น้ำหอมควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีกลิ่นหอม หรือเลือกใช้สารส้มแทนได้ อย่างไรก็ตามไม่ควรใช้น้ำหอมเพื่อบดบังกลิ่นตัว เพราะจะทำให้เกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์ และสร้างความรำคาญกับคนรอบข้างได้มากขึ้น
  5. การโกนขนบริเวณรักแร้หรือทำเลเซอร์กำจัดขน เพื่อป้องกันแบคทีเรียและการสะสมของสารก่อกลิ่น
  6. กินอาหารให้ ครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะผักและผลไม้ที่มีวิตามินC, E เช่น แครอท ส้ม ฝรั่ง มะเขือเทศ ดื่มน้ำสะอาดมากๆ พักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  7. เลี่ยงอาหารและผลไม้บางชนิด ที่มีกลิ่นฉุน เช่น กระเทียม สะตอ ทุเรียน พริกป่น เนย ตับ ถั่ว ซึ่งเป็นแหล่งของสาร Trim ethylamine โดยจะถูกขับออกมาพร้อมกับเหงื่อบริเวณต่อม
  8. การฉีด Botulinum toxin หรือที่นิยมเรียกสั้นๆ ว่าโบท็อกซ์ โดยแพทย์จะฉีดสารนี้ที่ใต้ผิวหนังบริเวณรักแร้ เพื่อลดการทำงานของต่อมกลิ่น เป็นวิธการรักษาที่ได้ผลดี แต่มีราคาสูง
  9. การผ่าตัดเอาต่อมกลิ่นออก เป็นวิธีการรักษาที่ได้ผลดี แต่อาจมีผลข้างเคียงหลังการรักษา เช่น มีแผลเป็น การติดเชื้อ และต้องทำการรักษาโดยศัลยแพทย์ที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

 

logoline