ทั้งนี้ งานวิจัยระบุว่าคนที่สูบบุหรี่วันละ 2 ซองขึ้นไปมีความเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์และโรคสมองเสื่อมจากเส้นเลือดในสมองเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับคนที่ไม่สูบบุหรี่ พบว่าคนที่สูบบุหรี่วันละ 2 ซองขึ้นไปมีความเสี่ยงเป็นโรคสมองเสื่อมเพิ่มขึ้น 114% และเพิ่มขึ้น 157% สำหรับโรคอัลไซเมอร์ และ 172% ในส่วนโรคสมองเสื่อมจากเส้นเลือดในสมอง โดยข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าทุกปีมีผู้เสียชีวิตจากโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคมะเร็งที่เกี่ยวข้องกับการสูบบุหรี่ถึง 5 ล้านราย และประชากรวัยผู้ใหญ่ 430,000 รายเสียชีวิตจากการหายใจเอาควันบุหรี่ของผู้อื่นเข้าปอดในแต่ละปี
อีกหนึ่งงานวิจัยเรื่องบุหรี่กับโรคอัลไซเมอร์เป็นของศาสตราจารย์ Claudio Soto และเพื่อนร่วมงานที่วิทยาลัยการแพทย์ Houston University of Texas ที่ตีพิมพ์อยู่ในวารสาร Nature Communications ชี้ว่าการสูบบุหรี่อาจมีผลกระทบต่อการเกิดโรคอัลไซเมอร์ของผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงต่อโรคดังกล่าว หรืออาจทำให้อาการของโรคอัลไซเมอร์แย่ลง การศึกษาที่ว่านี้ทำกับหนูทดลอง แต่นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าผลที่ได้สามารถนำมาปรับใช้กับมนุษย์ได้ โดยเฉพาะการรณรงค์ให้เลิกสูบบุหรี่
ศาสตราจารย์ Claudio Soto แห่งภาควิชาประสาทวิทยา University of Texas อธิบายว่าคณะนักวิจัยได้แยกหนูทดลองที่มีโรคอัลไซเมอร์แบบเดียวกับมนุษย์เป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มแรกให้สูดดมควันแบบเดียวกับที่ผู้สูบบุหรี่ปล่อยออกมาลักษณะเดียวกับ Second-hand Smoker ส่วนกลุ่มที่ 2 ปล่อยให้ได้รับควันบุหรี่โดยตรงในปริมาณเท่ากับคนสูบบุหรี่ 1-2 มวนต่อวัน แล้วนำผลการวิจัยที่ได้ไปเปรียบเทียบกับหนูทดลองที่ไม่ได้สูดดมควันบุหรี่เลย
นอกจากนี้ ศาสตราจารย์ Claudio Soto ยังได้เปิดเผยผลการวิจัยว่าหนูที่สูดดมควันบุหรี่มีสัญญาณของโรคอัลไซเมอร์ระยะเริ่มต้น เห็นได้จากสมองบางส่วนเริ่มถูกทำลายและยังพบคราบแบคทีเรียในสองของหนูทดลองซึ่งมีลักษณะคล้ายกับที่พบในสมองของผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์สด้วย
ทั้งนี้ ศาสตราจารย์ Soto ชี้ว่าโรคอัลไซเมอร์ส่วนใหญ่ที่เกิดกับผู้สูงอายุนั้นมักจะเกิดขึ้นอย่างกระจัดกระจาย หมายความว่าไม่มีปัจจัยเรื่องของพันธุกรรมมาเกี่ยวข้อง ดังนั้นสิ่งที่พอจะบ่งบอกได้ว่าเป็นสาเหตุของโรคคือวัยที่เพิ่มขึ้นและปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมเช่นควันบุหรี่ ดังนั้น คำแนะนำของนักวิจัยเรื่องนี้ก็คือควรเลิกสูบบุหรี่อย่างเด็ดขาด ซึ่งเชื่อว่าน่าจะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคอัลไซเมอร์ได้