4 Balanced Diet สมดุลแห่งการกิน
การกินอาหารที่สมดุล ไม่เพียงแต่ช่วยควบคุมน้ำหนัก และลดความเสี่ยงต่อโรคต่างๆ เท่านั้น แต่ยังช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่จำเป็นเพื่อให้ทำงานได้อย่างเหมาะสม ซึ่งอาหารที่สมดุล คืออาหารที่มีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายในสัดส่วนที่ถูกต้อง รวมถึงคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน วิตามิน แร่ธาตุ ไฟเบอร์ และน้ำ ทั้งนี้ มีงานวิจัยและผลการศึกษามากขึ้นเกี่ยวกับเทรนด์เรื่องการกินอาหารที่เริ่มเปลี่ยนกลับมาที่การให้ความสำคัญกับปรับสมดุลอาหาร แทนการตัดหรือเลือกกินอาหารอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น การกินอาหารคีโตเจนิก (Ketogenic Diet) ที่ตัดแป้งและน้ำตาล เน้นพลังงานจากไขมันอย่างเดียว
โดยการปรับสมดุลของสารอาหาร คือเราสามารถกินอาหารได้ทุกชนิด เพียงแค่เลือกสัดส่วนของสารอาหารแบบใส่ใจมากขึ้น เช่น การกินอาหารครบ 5 หมู่ แต่เน้นกินผัก และโปรตีนให้มากขึ้น กินแป้งแบบพอดี และไขมันอีกเล็กน้อย ให้ร่างกายได้รับสารอาหารหลายชนิดเพื่อรักษาการทำงานของร่างกาย ซึ่งอาจง่ายกว่าการเลิกกินอาหารบางอย่างไปเลย และช่วยให้ใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้นอีกด้วย
5 Sustainability ดูแลสุขภาพพร้อมความยั่งยืน
เรื่องของ Sustainability หรือความยั่งยืน เป็นเรื่องที่ทุกคนเริ่มตระหนักรู้ เพราะได้รับผลกระทบโดยตรงจากเรื่องของการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ แม้ส่วนใหญ่มักหมายถึงความยั่งยืนทางด้านสิ่งแวดล้อม สำหรับเทรนด์การดูแลสุขภาพมีความเกี่ยวข้องกับยั่งยืนในหลายมิติ เช่น อาหารวีแกนเพื่อลดการเลี้ยงปศุสัตว์ที่สร้างแก๊สเรือนกระจก การเลือกผักปลอดสารพิษเพื่อลดการใช้สารเคมี การเลือกกินวัตถุดิบในท้องถิ่นเพื่อลดการปล่อยคาร์บอนจากการขนส่ง และการเลือกใช้สกินแคร์ที่ไม่ทดลองในสัตว์ เป็นต้น
โดยในปี 2024 ความยั่งยืนจะอยู่ในวิถีชีวิตของผู้คนอย่างกลมกลืนมากขึ้น ตั้งแต่การพิจารณาผลิตภัณฑ์ที่มาจากเกษตรกรรมแบบปฏิรูป เลือกบรรจุภัณฑ์ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม การลด Food Waste รวมถึงในแง่อื่นนอกจากสิ่งแวดล้อม อย่างการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์สุขภาพจากผู้ประกอบการที่รับผิดชอบต่อสังคม โปร่งใส และไม่เอารัดเอาเปรียบลูกจ้าง
6 ความใส่ใจในสุขภาพจิต
นับแต่สถานการณ์โควิด-19 จำนวนของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าและโรคทางอารมณ์มีจำนวนเพิ่มขึ้นทั่วโลก คนยุคปัจจุบันเริ่มเข้าใจคอนเซ็ปต์ของการดูแลสุขภาพจิตกันมากขึ้น และเริ่มทำให้เรื่องสุขภาพจิตเป็นเรื่องปกติ ผู้คนสามารถพูดคุยกับนักจิตวิทยา หรือจิตแพทย์ได้โดยที่ไม่ต้องป่วย และไม่ต้องกังวลที่จะถูกคนรอบข้างตัดสิน ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีปัญหาสุขภาพจิตก็ตาม ซึ่งในหลายประเทศเริ่มมีการผลักดันให้การปรึกษาด้านสุขภาพจิตกลายเป็นสวัสดิการจากรัฐ และครอบคลุมคนทุกช่วงวัย ตั้งแต่เด็กเล็กไปจนถึงผู้สูงอายุ เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตและความสุขของคนในสังคม
7 AI ในมิติการดูแลสุขภาพ
ต้องยอมรับว่า AI เข้ามามีบทบาทในทุกๆ ส่วนของการดำเนินชีวิต ซึ่งในเรื่องของสุขภาพ เราจะเห็นการใช้ AI แทรกซึมอยู่ในหลากหลายมิติ ทั้ง Smarter Wearable ที่เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็มีติดข้อมือกัน โดยปัจจุบันฟีเจอร์เกี่ยวกับสุขภาพของอุปกรณ์เหล่านี้ได้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง สอดรับกับกระแสการดูแลสุขภาพที่เริ่มตั้งแต่อายุยังน้อย โดยการพัฒนาส่วนใหญ่เน้นไปที่เพิ่มความแม่นยำในการติดตามที่มากขึ้น อย่างการเดิน การวิ่ง GPS อัตราการเต้นของหัวใจ การนอนหลับ ออกซิเจนในเลือด และระดับความเครียด รวมทั้งการนำข้อมูลที่ได้ไปประมวลผลเพื่อออกแบบแผนการดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคลมาใช้เพื่อ Personalize วิธีการดูแลสุขภาพ ทั้งอาหาร การออกกำลังกาย และไลฟ์สไตล์เพื่อให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้แต่ละคน และเป็นไปได้ว่าปี 2024 เราอาจได้เน้นแกดเจ็ตสุขภาพแบบสวมใส่ในรูปแบบอื่นมากขึ้น นอกจากนี้ เรื่องของ Telemedicine/Telehealth ยังเป็นเทรนด์ที่น่าจะอยู่กับโลกของเราไปอีกยาวนาน และจะเข้ามามีส่วนในชีวิตของคนทั่วโลกมากขึ้น ซึ่งทั้งสองอย่างนี้เป็นการดูแลสุขภาพผ่านทางไกล ไม่ว่าจะเป็นการหาหมอเพื่อปรึกษา รักษา และบำบัดปัญหาสุขภาพ ทั้งกาย และใจ ไปจนถึงการเทรนด์ออนไลน์กับโค้ชออกกำลังกาย นักโภชนาการ หรือนักจิตวิทยา โดยทั้งหมดนี้สามารถทำผ่านสมาร์ตโฟน แท็ปเล็ต และแล็ปท็อป ทั้งการแชต โทรด้วยเสียง โทรแบบวิดีโอ และรวมไปถึงบริการส่งยา หรืออุปกรณ์ทางการแพทย์ถึงบ้านหลังตรวจด้วย