2.อีโคไล (E.coli)
Escherichia coli เป็นหนึ่งในแบคทีเรียที่พบได้ในลำไส้ของคนและสัตว์ มีหลากหลายสายพันธุ์ที่ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ซึ่งอยู่ในกลุ่มเดียวกันกับแบคทีเรียโคลิฟอร์ม
ผลกระทบต่อร่างกายเมื่อได้รับเชื้ออี.โคไล
ผู้ป่วยอาจเริ่มแสดงอาการหลังจากได้รับเชื้อ E. coli ภายใน 1-10 วัน หลังจากนั้นอาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นและหายเป็นปกติใน 5-10 วัน อาการโดยทั่วไปของโรคติดเชื้อชนิดนี้ ได้แก่
- ท้องเสีย ปวดท้อง ท้องอืด
- คลื่นไส้หรืออาเจียน
- เบื่ออาหาร
- อ่อนเพลีย มีไข้
ทั้งนี้ ผู้ป่วยบางรายอาจมีกลุ่มอาการฮีโมไลติกยูเรมิก (Hemolytic Uremic Syndrome: HUS) ซึ่งอาจส่งผลให้มีความดันโลหิตสูง มีภาวะไตวายและเป็นอันตรายถึงชีวิต อาการบ่งชี้ของภาวะนี้ ได้แก่ อุจจาระหรือปัสสาวะมีเลือดปน ปัสสาวะน้อยลง ปวดท้อง อาเจียน มีไข้ ผิวซีด มีรอยฟกช้ำตามร่างกาย มีเลือดออกตามไรฟัน เลือดกำเดาไหล อ่อนเพลีย มึนงง ปวดตามตัว เป็นต้น หากผู้ป่วยมีอาการดังกล่าวหรือมีอาการรุนแรงต่อไปนี้ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที
- ผู้ใหญ่ที่อาการท้องเสียไม่ดีขึ้นภายใน 4 วัน หรือเด็กและทารกที่อาการท้องเสียไม่ดีขึ้นภายใน 2 วัน
- เด็กอายุต่ำกว่า 3 เดือนที่มีอาการคลื่นไส้และอาเจียน
- อาเจียนอย่างต่อเนื่องและรุนแรง
- กลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่ได้
- ท้องเสียร่วมกับมีไข้
- มีอาการของภาวะขาดน้ำ เช่น ง่วงซึม ปากแห้ง ผิวแห้ง กระหายน้ำอย่างมาก เวียนศีรษะ เป็นต้น
ภาวะแทรกซ้อนของโรคติดเชื้ออีโคไล
ผู้ป่วยโรคติดเชื้ออี.โคไลบางราย โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุ อาจเกิดกลุ่มอาการฮีโมไลติกยูเรมิก ซึ่งเป็นภาวะที่เม็ดเลือดแดงถูกทำลายก่อนอายุขัยและเข้าไปอุดตันระบบกรองของเสียของไต ส่งผลให้เกิดภาวะไตวาย ความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดสมอง ความผิดปกติทางลำไส้หรือหัวใจ ภาวะโคม่า และเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ทว่าภาวะแทรกซ้อนนี้พบในผู้ป่วยเพียง 5-10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น
โอกาสของการได้รับเชื้อมาจากทางใดบ้าง
สำหรับการได้รับเชื้ออี.โคไล แม้ในปริมาณเพียงเล็กน้อยก็อาจก่อให้เกิดอาการป่วยได้ โดยสาเหตุทั่วไปที่อาจทำให้ได้รับเชื้อ มีดังนี้
- การรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ โดยเฉพาะอาหารที่ผ่านกรรมวิธีการปรุงที่ไม่สะอาด ปรุงไม่สุก หรือเก็บรักษาอย่างไม่เหมาะสม เช่น เนื้อสัตว์ดิบ อาหารทะเลดิบ ผักและผลไม้สด นมที่ไม่ผ่านกระบวนการพาสเจอร์ไรซ์ เป็นต้น
- การนำนิ้วมือที่สัมผัสกับสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อเข้าปาก
- การสัมผัสสัตว์ที่ติดเชื้อหรือมูลสัตว์ที่มีเชื้อปะปน โดยเฉพาะวัว แพะ และแกะ
- การสัมผัสใกล้ชิดผู้ติดเชื้อ
- การว่ายน้ำในสระน้ำหรือแหล่งน้ำที่มีเชื้อปะปน
3.โลหะหนัก (Heavy Metal)
คือธาตุที่มีน้ำหนักมากกว่าน้ำ 5 เท่า บางชนิดมีประโยชน์ต่อร่างกายแต่บางชนิดก็เป็นพิษ และการนำสารเหล่านี้เข้าสู่ร่างกายโดยการ “กิน” เป็นช่องทางที่นำเข้าสู่ร่างกายได้มากที่สุด สำหรับน้ำดื่ม สามารถปนเปื้อนได้จากภาชนะในขั้นตอนการผลิตน้ำดื่มหรือแหล่งน้ำที่มีการปนเปื้อน โดยโลหะหนักที่พบได้ในน้ำดื่ม ได้แก่
- เหล็ก (Iron: Fe) เมื่อสะสมในร่างกายมากเกินไป จะทำให้ประสิทธิภาพในการย่อยอาหารลดลง หลอดเลือดขยายตัว ความดันโลหิตลด เลือดแข็งตัวช้า ตับเสื่อมสภาพ รวมไปถึงการยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ในร่างกาย
- ปรอท (Mercury: Hg) รูปแบบที่ทำให้เกิดความเป็นพิษมากกว่าปรอทที่อยู่ในรูปของโลหะ คือ methyl และ ethyl ซึ่งส่งผลให้เกิดอาการปวดท้อง ท้องเสีย ระบบประสาทผิดปกติ ตามัว มองไม่ชัด ส่งผลต่อระบบความจำทำให้เกิดอาการความจำเสื่อม
- แมงกานีส (Manganese: Mn) หากมีมากเกินความต้องการของร่างกาย จะส่งผลให้ร่างกายอ่อนเพลีย ปวดศีรษะ เยื่อบุในระบบทางเดินอาหารอักเสบ ร้ายแรงที่สุด คือ ระบบประสาทถูกทำลายมีความเสี่ยงต่อการเป็นอัมพาต
- ทองแดง (Copper: Cu) ถ้าร่างกายสะสมทองแดง มากกว่า 100 มิลลิกรัม จะส่งผลให้ร่างกายอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร อาเจียน เม็ดเลือดแดงแตกตัว จนไปถึงยับยั้งการทำงานของตับ แค่มีทองแดงสะสมเพียง 25-30 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) ก็ทำให้ตับแข็งและเกิดอาการคลุ้มคลั่งได้ง่ายๆ
8 วิธีการป้องกันเชื้อโรคที่อาจปลอมปนมาในอาหารและน้ำดื่มช่วงหน้าร้อน
- ล้างมือเป็นประจำก่อนปรุงอาหาร ก่อนรับประทานอาหาร หลังจากใช้ห้องน้ำ และหลังจากสัมผัสสัตว์
- รับประทานอาหารที่ปรุงสุกและผ่านกรรมวิธีการปรุงที่ถูกสุขลักษณะ
- ล้างผักและผลไม้ให้สะอาดก่อนรับประทานสด
- ล้างภาชนะใส่อาหารให้สะอาดก่อนนำมาใช้งาน
- เก็บอาหารที่ต้องการรับประทานสด เช่น ผักและผลไม้ และอาหารที่ปรุงสุกแล้ว แยกส่วนกับเนื้อสัตว์ดิบ
- ไม่นำอุปกรณ์ทำครัวและภาชนะที่สัมผัสเนื้อดิบมาใช้กับผักผลไม้หรืออาหารที่ปรุงสุกแล้ว
- ดื่มนมที่ผ่านการพาสเจอร์ไรซ์ ซึ่งเป็นกระบวนการกำจัดแบคทีเรียที่เป็นอันตรายต่อร่างกายด้วยความร้อน
- หลีกเลี่ยงการกลืนน้ำในระหว่างว่ายน้ำ ไม่ว่าจะเป็นการว่ายน้ำในแม่น้ำ คลอง ทะเล หรือสระว่ายน้ำก็ตาม