“ข้อมูลปีต่อปี มีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนแปลงได้ ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องน่ากังวล” เอริน แมตสัน ผู้ประเมินในครั้งนี้ กล่าว
“แต่สิ่งที่น่ากังวลกว่าก็คือ ตั้งแต่ปี 2018 – 2020 เรามีแนวโน้มว่ากำลังเดินไปในทางที่ผิด”
แม้ผู้เชี่ยวชาญจะเตือนว่า เรากำลังเดินไปในทางที่ผิด แต่ก็ใช่ว่าตัวเลขการตัดไม้ทำลายป่าจะติดลบไปเสียหมด เพราะมีถึง 50 ประเทศ ที่ถือว่ายังอยู่ในเส้นทางที่จะยุติการตัดไม้ทำลายป่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอินโดนิเซีย บราซิล และมาเลเซีย 3 ประเทศนี้ สูญเสียพื้นที่ป่าน้อยลง แต่ 3 ประเทศที่ยกมานี้ ก็มีเรื่องที่ต้องกังวล
ประเทศอินโดนีเซีย ที่แนวโน้มการสูญเสียพื้นที่ป่าลดลงเพราะถูกเชื่อมโยงอยู่กับการระงับการตัดไม้ทำลายป่าชั่วคราว ทว่าสิ่งที่น่าเป็นกังวลคือ กฎหมายใหม่เกี่ยวกับการสร้างงาน ที่อาจส่งผลกระทบต่อความมุ่งมั่นที่ประเทศอินโดนีเซียปูมาได้ดีกับเรื่องการดูแลรักษาป่า
ส่วนประเทศบราซิล ความสนใจส่วนใหญ่พุ่งเป้าไปที่ป่าแอมะซอนเพราะเป็นระบบนิเวศแห่งใหญ่ของประเทศ มีคนให้ความสำคัญในการอนุรักษ์ มีการสร้างความรู้ความเข้าใจ และรณรงค์ไม่ให้ตัดไม้ทำลายป่า แต่ผลกรรมก็ไปตกที่ทุ่งหญ้าเซอร์ราโด้ (Cerrado) แทน ทุ่งหญ้านี้มีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบจากการทำลายป่ามากขึ้นเรื่อย ๆ
ทำไมการตัดไม้ถึงส่งผลเสียต่อโลก
เป็นที่เข้าใจกันดีว่า ต้นไม้คือปัจจัยสำคัญที่ช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนฯ ก่อนที่จะลอยออกสู่ชั้นบรรยากาศของโลก
ดังนั้น การตัดไม้ทำลายป่าจึงเปรียบได้กับการตัดแขนตัดขาตัวช่วยสำคัญของโลก ในการผ่อนมลพิษที่โลกได้รับให้ทุเลาลง
ผู้เชี่ยวชาญได้ออกมาบอกว่า
หากโลกของเราเกลี้ยงเตียน ไม่มีพื้นที่สีเขียวอยู่เลย โลกของเราจะได้รับรังสีจากดวงอาทิตย์เต็ม ๆ เพราะไม่มีต้นไม้คอยดูดซับ หรือสะท้อนรังสีความร้อนออกไป นอกจากนี้ยังมีผลเสียอีกมากมายที่โลกของเราจะได้รับหากขาดต้นไม้ไป ถือเป็นโจทย์ให้กับทุกประเทศว่าจะดำเนินมาตราการฟื้นฟูผืนป่าต่อไปอย่างไร
ขอขอบคุณที่มา: channelnewsasia.com