“จากอัตราการแพร่ระบาดที่เห็น ผมคิดว่าปลาหมอคางดำจะระบาดไปไกลถึงสิงคโปร์ภายในอีก 5 ปี และจะกระจายไปถึงชายฝั่งอันดามันภายใน 10 ปีข้างหน้า ดังนั้นปลาหมอคางดำจึงเป็นตัวอันตรายต่อทั้งระบบนิเวศ เศรษฐกิจชุมชน และความมั่นคงทางอาหารต่อทั้งภูมิภาค” ดร.ชวลิต กล่าว
“การกำจัดอย่างเจาะจงชนิดและบ้าคลั่ง น่าเป็นหนทางเดียวที่หยุดยั้งภาวะคุกคามต่อสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ รสชาติของปลานี้คือ แค่พอกินได้ ต้องทำเป็น แต่เป้าหมายหลักคือ กำจัดให้หมด เรื่องเอามาทำอะไรใช้สอย คือผลพลอยได้”
เปิดเมนูสู้ปลาหมอคางดำ
ถึงแม้ว่าปลาหมอคางดำจะมีลักษณะคล้ายปลาหมอ ปลานิลก็ตาม แต่ว่ามีเนื้อน้อยกว่า ตัวเล็กกว่า และรสชาติไม่อร่อยเท่า ปลาหมอคางดำจึงเป็นไม่นิยมในการนำมาบริโภคนัก อย่างไรก็ตาม การกวาดล้างปลาหมอคางดำเอามาทำอาหาร ดูจะเป็นทางออกที่ตรงไปตรงมาที่สุดในการยับยั้งการระบาดของปลาสายพันธุ์ต่างถิ่นรุกรานชนิดนี้
ที่ผ่านมา จ.สมุทรสงคราม ซึ่งมีการระบาดของปลาหมอคางดำอย่างหนัก ได้มีการส่งเสริมให้นำปลาหมอคางดำ นำมาประกอบอาหารหลายรูปแบบ อาทิ ปลาแดดเดียว, ปลาทอดกระเทียม, ต้มยำ, ปลาร้าทอด เพื่อสร้างรายได้ และยังนำไปเป็นวัตถุดิบประกอบอาหารให้ผู้ต้องขังในเรือนจำกลางสมุทรสงครามได้รับประทาน
ล่าสุด ภาควิชาผลิตภัณฑ์ประมง คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ริเริ่มทดลองให้นิสิตประจำภาควิชาผลิตภัณฑ์ประมงแปรรูปปลาหมอคางดำเป็นอาหาร ภายใต้คอนเซป “เมนู…กู้แหล่งน้ำ” เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจของปลาหมอคางดำ และส่งเสริมให้คนทั่วไปหันมาบริโภคปลาหมอคางดำมากขึ้น
สำหรับรสชาติของปลาหมอคางดำ คอมเม้นจากเพจ หนังสือปลาน้ำจืดไทย by Nonn Panitvong ระบุว่า ปลาสดมีกลิ่นคาวกว่าปลานิล กลิ่นคล้ายๆ ปลาแปบ นำมาแล่ทอดกรอบ จิ้มน้ำจิ้มซีฟู๊ด รสชาติดี ไม่มีก้างฝอย
ในขณะที่ เฟซบุ๊กของ Nattawut Chotsuwan เผยว่า ชาวบ้านใน อ.ระโนด จ.สงขลา พื้นที่ระบาดใหม่ของปลาหมอคางดำ ไม่ได้กังวลกับการระบาดเท่าใดนัก เพราะชาวบ้านสามารถจับปลาสดมาขายได้ราวๆโลละ 30-40 บาท หรือถ้าทำปลาแดดเดียว สามารถขายได้ถึงราคากิโลละ 150 บาท แถมมีคนสั่งออเดอร์จนไม่พอขาย ทุกคนแถวนี้พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าอร่อยไม่แพ้ปลานิล
อย่างไรก็ตาม ดร.ชวลิต ย้ำว่า การไล่จับปลาหมอคางดำมาทำอาหาร เป็นเพียงแค่มาตรการเฉพาะหน้าเท่านั้น แต่สิ่งที่ต้องทำคือ การหาช่องทางทางกฏหมายและช่องทางอื่นๆ ในการกำจัดปลาหมอคางดำให้สิ้นซาก และให้ผู้นำเข้าต้องมารับผิดชอบ เป็นมาตรการเร่งด่วน