ยิ่งไปกว่านั้น สำหรับผู้ที่อาศัยในเขตมลพิษทางอากาศสูงอย่างเช่นพื้นที่ภาคเหนือ ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตหมอกควันข้ามพรมแดนเป็นประจำทุกปี ต้องมีอายุขัยคาดเฉลี่ยลดลงถึง 3 ปี ซึ่งนี่นับว่าเป็นหลักฐานชี้ชัดถึงภัยอันตรายร้ายแรงของมลพิษทางอากาศ เมื่อเปรียบเทียบกับโรคร้ายอย่าง โรคไต หรือ โรคเบาหวาน ซึ่งทำให้อายุขัยคาดเฉลี่ยของคนไทยลดลง 1.2 ปี
ด้วยเหตุนี้ รายงานฉบับนี้จึงได้แนะนำให้รัฐบาลไทยเร่งแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศอย่างจริงจัง เพราะถ้าไทยสามารถดึงค่ามลพิษทางอากาศให้ต่ำลงจนอยู่ในระดับเกณฑ์มาตรฐานขององค์การอนามัยโลก จะทำให้คนไทยมีอายุยืนขึ้นโดยเฉลี่ยถึง 1.5 ปี
ทั่วโลกเผชิญวิบากกรรมอากาศเป็นพิษ
ไมเคิล กรีนสโตน ศาสตราจารย์จากมิลตัน ฟรีดแมน ด้านเศรษฐศาสตร์ ผู้อยู่เบื้องหลังรายงานข้อมูลดัชนีคุณภาพอากาศเพื่อสุขภาพมนุษย์ (Air Quality Life Index) เผยว่า มลพิษทางอากาศจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 เป็นปัจจัยเสี่ยงภายนอกต่อสุขภาพมนุษย์ที่ร้ายแรงที่สุด และผลกระทบต่ออายุเฉลี่ยส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ใน 6 ประเทศ ซึ่งเป็นประเทศที่ไม่มีเครื่องมือพื้นฐานที่จะช่วยฟื้นฟูคุณภาพอากาศ
ไมเคิล กล่าวว่า ข้อมูลมลพิษทางอากาศชุดใหม่นี้ชี้ให้เห็นว่า มลพิษทางอากาศที่รุนแรงขึ้นในช่วงปี 2564 ส่งผลให้มนุษย์ต้องแบกรับภาระด้านสุขภาพเพิ่มขึ้น หากประชาคมโลกสามารถลดปริมาณฝุ่น PM2.5 ได้ตามเกณฑ์แนะนำคุณภาพอากาศขององค์การอนามัยโลก อายุขัยเฉลี่ยของประชากรจะเพิ่มขึ้น 2.3 ปี
ข้อมูลชุดนี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่ามลพิษจาก PM2.5 เป็นปัจจัยเสี่ยงภายนอกต่อสุขภาพของมนุษย์ที่รุนแรงที่สุด โดยมีผลกระทบต่ออายุคาดเฉลี่ยเทียบได้กับการสูบบุหรี่ ร้ายแรงกว่าการดื่มแอลกอฮอล์และการใช้น้ำไม่สะอาด 3 เท่า และรุนแรงกว่าการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุขนส่งอย่างรถชนถึง 5 เท่า ทั่วโลกต่างเผชิญกับความท้าทายของมลพิษทางอากาศที่เหลื่อมล้ำกันอย่างเห็นได้ชัด
“สามในสี่ของผลกระทบจากมลพิษทางอากาศที่มีต่ออายุคาดเฉลี่ยทั่วโลกเกิดขึ้นใน 6 ประเทศ คือ บังกลาเทศ อินเดีย ปากีสถาน จีน ไนจีเรีย และอินโดนีเซีย ซึ่งประชากรในประเทศเหล่านี้คาดว่าจะมีอายุเฉลี่ยลดลงกว่าหนึ่งถึงหกปี โดยเป็นผลมาจากอากาศที่พวกเขาหายใจเข้าไป” ไมเคิล กล่าว
ในความเป็นจริงแล้ว ประเทศที่ได้รับผลกระทบต่างไม่มีโครงสร้างพื้นฐานในการจัดการกับมลพิษทางอากาศ ภูมิภาคเอเชียและแอฟริกาเป็นตัวอย่างที่สะท้อนข้อเท็จจริงนี้ได้อย่างชัดเจน มลพิษทางอากาศส่งผลให้จำนวนปีอายุขัยของประชากรในภูมิภาคนี้ลดลงกว่าร้อยละ 92.7 แต่มีรัฐบาลเพียงร้อยละ 6.8 ของประเทศในเอเชีย และร้อยละ 3.7 ของประเทศในแอฟริกาเท่านั้นที่เปิดให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลคุณภาพอากาศ
นอกจากนี้ มีเพียงร้อยละ 35.6 ของประเทศในภูมิภาคเอเชีย และร้อยละ 4.9 ของประทศในภูมิภาคแอฟริกาเท่านั้นที่มีนโยบายขั้นพื้นฐานที่สุดอย่างการกำหนดค่ามาตรฐานคุณภาพอากาศในระดับประเทศ