พระครูนนทปริยัติวิสุทธิ กล่าวอีกว่า ซึ่งทางวัดเองก็เกรงว่าจะเกิดอันตรายขึ้นกับผู้คนในชุมชน โรงเรียนชั้นประถม และพระเณรที่อาศัยอยู่ภายในวัด เพราะด้วยขนาดลำต้นที่มีความยาวสูงใหญ่ ถ้าต้นยางนาเจอแรงลมพายุฝนเข้า รัศมีที่ต้นยางนาจะล้มใส่มีทั้งโรงเรียน ถนนที่ผู้คนสัญจร รวมทั้งกุฎิพระและโบสถ์ใหม่ที่กำลังสร้าง ล้มใส่สิ่งปลูกสร้างมาก็พังเสียหาย ล้มใส่ผู้คนมาก็คงไม่เหลือ เพราะขนาดที่ผ่านมา แค่กิ่งจากต้นยางนาร่วงหล่นมาใส่รถของคนที่เดินทางมาทำบุญกับทางวัด ทางวัดยังต้องรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้น เพราะต้นยางต้นนี้อยู่ในพื้นที่วัดไม่สามารถปฎิเสธความรับผิดชอบไปได้ จึงอยากให้ทางนักอนุรักษ์เห็นใจทางวัดด้วยเช่นกัน แต่ถ้าหากมีวิธีการอื่นในการแก้ไขปัญหาให้ทางวัดไม่ต้องโค่นต้นยางนาออก เพื่อให้เป็นที่พักของนกแก้วโม่งสามารถอยู่ร่วมกันได้โดยไม่เป็นอันตรายกับชุมชน ทางวัดยินดีที่จะให้ความร่วมมือเช่นกัน
ด้าน ดร.ศรินทร์ภัทร์ สุวรรณรัตน์ นักอนุรักษ์นกแก้วโม่ง กล่าวว่า จากการที่ตนเองและทีมงานติดตามจำนวนประชากรของนกแก้วโม่งในจังหวัดนนทบุรี พบว่าปัจจุบันมีฝูงนกแก้วโม่ง มารวมฝูงกันพักอาศัยอยู่ที่เฉพาะต้นยางนาใน 4 จุดด้วยกันคือ ฝูงที่วัดสวนใหญ่ในอำเภอบางกรวย ฝูงที่วัดสะพานสูงในอำเภอปากเร็ด ฝูงที่วัดไผ่เหลืองกับฝูงที่วัดมะเดื่อ ในอำเภอบางบัวทอง ซึ่งธรรมชาติของนกแก้วโม่งจะอาศัยขุดโพรงทำรังอยู่บนต้นยางนาที่สูงเท่านั้น ไม่พบว่ามีการไปสร้างรังหรือขุดโพรงที่ต้นไม้ชนิดอื่น
ซึ่งหลังนกแก้วโม่งเริ่มจับคู่ขุดโพรงทำรังแล้วก็จะเริ่มผสมพันธุ์และวางไข่ จากนั้นก็จะใช้เวลาในการฟักไข่เลี้ยงดูลูกนกอยู่ในโพรงไปจนกว่าลูกนกจะเริ่มออกบินหาอาหารได้ด้วยตัวเอง การตัดโค่นต้นยางนาทิ้งเพราะเหมือนกับการขับไล่ให้นกแก้วโม่งเหล่านี้ไม่มีที่อยู่อาศัย รวมทั้งอาจทำให้เกิดอันตรายกับลูกนกที่ยังไม่สามารถบินได้
"นกแก้วโม่งเป็นนกที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้เพราะในธรรมชาติปัจจุบันเหลือจำนวนน้อย ตนอยากเสนอให้ทางวัดซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ที่มีต้นยางนาต้นนี้ตั้งอยู่หาแนวทางในการอนุรักษ์นกร่วมกันโดยไม่ต้องโค่นต้นยางนาออก" ดร.ศรินทร์ภัทร์ กล่าว
ขณะที่ นายนิติ ธรรมจิตต์ นักวิชาการจากสมาคมรุกขกรรมไทย ซึ่งดูแลเกี่ยวกับต้นไม้ กล่าวว่า จากการลงพื้นที่สำรวจของทีมงานพบว่าต้นยางนาต้นนี้มีอายุมากกว่าร้อยปี และยืนต้นตายมาเป็นเวลานานแล้ว สภาพในโพรงของต้นยางนาเปื่อยยุยเกือบจะทั้งหมดและมีแนวโน้มที่จะล้มลงมาได้ทุกเมื่อเนื่องจากตรวจสอบแล้วพบว่า มีรอยแตกในลักษณะขวางตามลำต้น ซึ่งถือว่าเป็นอันตรายและมีความเสี่ยงสูงกับผู้คนในชุมชน รวมทั้งพระเณร และสิ่งปลูกสร้างที่อย่รอบทิศของต้นยางนานี้ ซึ่งหากให้ตนพูดถึงความรู้ความชำนาญเกี่ยวกับการประเมินต้นไม้ต้นนี้ตามที่ตนได้ศึกษามา ไม่เกี่ยวกับเรื่องการอนุรักษ์นก ตนเห็นว่าควรโค่นตัดทิ้งออกเพื่อความปลอดภัยของผู้คนและชุมชน
ส่วน นายวัฒนา ศักดิ์ชูวงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดนนทบุรี กล่าวว่า เนื่องจากนกแก้วโม่งถือเป็นสัตว์ที่ได้รับการอนุรักษ์และคุ้มครองตามกฎหมาย ซึ่งในจังหวัดนนทบุรีพบว่ามีอยู่ประมาณ 4 ฝูง ตามแนวคลอมอ้อม โดยจังหวัดนนทบุรีเตรียมผลักดันให้นกแก้วโม่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติต่อไปในอนาคตคู่กับสวนทุเรียนนนท์ ก็สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับจังหวัดต่อไปได้
โดยแนวทางแก้ปัญหาในเบื้องต้นทางสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดนนทบุรีได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชนรายหนึ่งที่จะเข้ามาสนับสนุนโครงสร้างเหล็กค้ำยันพื้นกับต้นยางนาเอาไว้ โดยจะทำการตัดกิ้งก้านของต้นยางนาที่ผุพังออก พร้อมกับติดตั้งรังเทียมไปยังต้นยางนาต้นอื่นๆ ที่ขึ้นอยู่ในพื้นที่ เพื่อให้นกแก้วโม่งหาที่ทำรังแห่งใหม่ ซึ่งก็จะเป็นทางออกที่ดีกับทุกฝ่าย
ด้าน นายกิติภูมิ แสงเดือน นายก อบต.บางรักใหญ่ กล่าวว่า หากมีนำอุปกรณ์มาล้อมยันต้นยางนาเอาไว้แล้ว เพื่อให้เกิดความมั่นคงแข็งแรงให้เป็นที่อยู่อาศัยของนกแก้วโม่งซึ่งเป็นสัตว์อนุรักษ์ รวมทั้งในอนาคตต่อไปทางจังหวัดจะสนับสนุนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ เป็นแหล่งดูนกในพื้นที่ ซึ่งก็จะเป็นผลดีกับชุมชนต่อไป เพราะทำให้ทั้งทางวัดและพื้นที่มีจุดขายที่ผู้คนจะเดินทางมาเที่ยวดูนกโดยที่ไม่ต้องลงทุนอะไร นอกจากการอนุรักษ์นกหายากเอาไว้ ให้อยู่ในพื้นที่ ถือเป็นเรื่องดีที่จะช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจในชุมชนไปในตัว
ขณะที่ นายนนท์ ไพศาลลิ้มเจริญกิจ ส.ส.นนทบุรี กล่าวว่า หลังทุกฝ่ายได้พูดคุยปรับความเข้าใจกันและหาทางออกร่วมกันได้ ก็เรื่องน่ายินดี ตนในฐานะ ส.ส.ในพื้นที่พร้อมที่จะสนับสนุนช่วยเหลือผลักดันให้พื้นที่ของวัดมะเดื่อแห่งนี้เป็นแลนด์มาร์คสถานที่ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ เป็นแหล่งดูนกหายากต่อไปในอนาคต ของจังหวัดนนทบุรี ทั้งคนทั้งนกได้ประโยชน์เกื้อกูลซึ่งกันและกัน
ขอบคุณภาพนกแก้วโม่งบางส่วนจาก : โครงการอนุรักษ์นกแก้วโม่ง Alexandrine parakeet project