โดยเฉพาะการเพาะปลูกข้าวที่จะต้องใช้น้ำปริมาณมาก ปัจจุบันภาพรวมทั้งประเทศ ทั้งในและนอกเขตชลประทานเพาะปลูกข้าวไปแล้ว 43.43 ล้านไร่ จากแผน 59.94 ล้านไร่ ส่วนพื้นที่ 22 จังหวัดลุ่มน้ำเจ้าพระยา ทั้งในและนอกเขตชลประทานเพาะปลูกข้าวไปแล้ว 11.04 ล้านไร่ จากแผน 13.13 ล้านไร่ จึงขอให้กรมชลประทานประชาสัมพันธ์รณรงค์ขอความร่วมมือเกษตรกรงดปลูกข้าวนาปีต่อเนื่อง โดยหันไปปลูกพืชใช้น้ำน้อยที่สามารถเก็บเกี่ยวได้เร็ว
นอกจากนี้ มอบให้ กรมชลประทาน วางแผนและควบคุมการใช้น้ำให้เพียงพอถึงฤดูแล้วปี 2567 เพื่อ สทนช. จะได้นำไปประกอบการบูรณาการป้องกันและบริหารจัดการความเสี่ยง รวมทั้งเตรียมใช้เป็นพื้นที่รับน้ำหลากในช่วงฝนตกหนักนี้ และให้การประปาส่วนภูมิภาค พัฒนาและเตรียมแหล่งน้ำสำรองสำหรับการผลิตน้ำประปาเพื่อการอุปโภคบริโภคให้เพียงพอกับความต้องการของประชาชนด้วย
ด้านการประปาส่วนภูมิภาค สาขาลพบุรี มีความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ภัยแล้งและน้ำท่วมที่อาจเกิดขึ้น โดยได้ติดตามสถานการณ์น้ำและเฝ้าระวังระดับน้ำในคลองชัยนาท-ป่าสักอย่างต่อเนื่อง พร้อมควบคุมสถานีจ่ายน้ำให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้อย่างรัดกุม เตรียมการติดตั้งเครื่องสูบทอยน้ำ จำนวน 4 เครื่องให้พร้อมใช้งาน เตรียมทำนบกั้นน้ำเพื่อยกระดับน้ำในคลอง รวมถึงการเตรียมขุดลอกร่องน้ำคลองชัยนาท-ป่าสัก เพื่อชักน้ำเข้ามาที่เครื่องสูบทอยบริเวณประตูน้ำโคกกะเทียม และเตรียมนำน้ำจากแหล่งน้ำสำรองอ่างเก็บน้ำห้วยใหญ่ควบคู่กับการลดแรงดันในการจ่ายน้ำบางช่วงเวลา รวมทั้งร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นในการเตรียมรถบรรทุกน้ำและภาชนะใส่น้ำเพื่อเตรียมการแจกจ่ายให้กับประชาชนในพื้นที่ที่ประสบภัย
“กำชับให้ทุกหน่วยงานดำเนินการตาม 12 มาตรการรับมือฤดูฝนปี 2566 ควบคู่ต่อเนื่องไปด้วย ทั้งการเตรียมความพร้อมของเจ้าหน้าที่และเครื่องจักรเครื่องมือ เร่งซ่อมแซมบำรุงรักษาอาคารชลศาสตร์ ระบบระบายน้ำและโทรมาตรให้พร้อมใช้งาน เร่งกำจัดผักตบชวาและสิ่งกีดขวางทางน้ำต่างๆ รวมถึงการซักซ้อมแผนเผชิญเหตุและซักซ้อมการตั้งศูนย์ส่วนหน้าในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย ซึ่ง จ.ลพบุรี จะมีการฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุตั้งศูนย์ส่วนหน้าและสร้างความเข้มแข็งเครือข่ายภาคประชาชนในพื้นที่ภาคกลาง ในระหว่างวันที่ 3-4 ส.ค.นี้ ณ โรงแรม โอทู ลพบุรี เพื่อเตรียมรับมือทั้งสถานการณ์อุทกภัยและภัยแล้งได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป” เลขาธิการ สทนช. กล่าว