ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ กล่าวทิ้งท้ายว่า แผนที่นี้ถือเป็นความพยายามของภาคประชาสังคมในการผลักดันสิทธิการเข้าถึงข้อมูลมลพิษของประชาชนคนไทย เนื่องจากปัจจุบัน แม้ว่าคนไทยจะถูกรายล้อมด้วยแหล่งกำเนิดมลพิษจำนวนมาก แต่เรายังไม่มีระบบที่จะบังคับให้แหล่งกำเนิดเหล่านี้ต้องรายงานข้อมูลเกี่ยวกับมลพิษและของเสียที่ถูกปลดปล่อยออกมาหรือเคลื่อนย้ายไปกำจัด
คนไทยอาศัยอยู่ท่ามกลางความมืดบอดทางข้อมูล ซึ่งลำพังการมีแผนที่ที่จัดทำโดยองค์กรภาคประชาสังคมที่ไม่มีอำนาจในการเข้าถึงข้อมูลการปลดปล่อยมลพิษของโรงงานและแหล่งกำเนิดต่าง ๆ ย่อมไม่อาจเยียวยาปัญหานี้ได้
“สิ่งที่ประเทศไทยต้องการในขณะนี้คือ กฎหมายที่จะกำหนดให้แหล่งกำเนิดมลพิษต่างๆ เช่น โรงงานอุตสาหกรรม ต้องรายงานข้อมูลมลพิษที่ตนปลดปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อม รวมไปถึงข้อมูลของเสียที่ตนส่งไปกำจัดหรือบำบัด ให้แก่หน่วยงานรัฐ รวมถึงให้หน่วยงานรัฐดังกล่าวรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับมลพิษที่ไม่มีแหล่งกำเนิดชัดเจน เช่น ฝุ่น PM 2.5 และให้หน่วยงานรัฐนั้นเปิดเผยข้อมูลมลพิษดังกล่าวให้สาธารณชนได้รับรู้” ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศย้ำถึงความจำเป็นที่จะต้องมีกฎหมาย PRTR (Pollutant Release and Transfer Register)
ทั้งนี้ ในขณะนี้เครือข่ายภาคประชาสังคมในประเทศไทย ได้แก่ มูลนิธิบูรณะนิเวศ มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม และกรีนพีซ ประเทศไทย ได้ร่างกฎหมาย PRTR ขึ้นมาแล้ว ในชื่อร่างพระราชบัญญัติการรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ โดยองค์กรทั้งสามกำลังรวบรวมรายชื่อผู้สนับสนุนร่างกฎหมายนี้ให้ครบ 10,000 รายชื่อ เพื่อจะนำเสนอต่อรัฐสภาต่อไป
“เนื่องในโอกาสวันสิ่งแวดล้อมโลก เราจึงขอแสดงเจตจำนงในการผลักดันให้ประชาชนคนไทยได้เข้าถึงข้อมูลมลพิษด้วยศักยภาพที่เรามี และขอเชิญชวนประชาชนทุกคนร่วมลงนามสนับสนุนร่างกฎหมาย PRTR เพื่อให้เกิดการเปิดเผยข้อมูลมลพิษอย่างเป็นระบบต่อไปด้วย”