แม้ขณะนี้ทีมผู้วิจัยยังไม่ทราบแน่ชัดถึงสาเหตุที่จะทำให้ชั้นตะกอนก้นสมุทรพังถล่มนั้น แต่คาดการณ์ว่าการละลายและหดตัวของธารน้ำแข็งจากภาวะโลกร้อนในอดีต ทำให้แผ่นเปลือกโลกรับน้ำหนักน้อยลงและเกิดการ “ดีดตัว” (Isostatic rebound) ซึ่งจะทำให้มีแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวที่เขย่าให้ชั้นตะกอนก้นสมุทรพังลงมาและเกิดคลื่นยักษ์สึนามิได้
อย่างไรก็ตาม ทีมผู้วิจัยยังไม่สามารถคำนวณได้ว่า คลื่นยักษ์สึนามิขนาดมหึมาที่อาจซัดถล่มซีกโลกใต้อีกครั้งต่อไปจะมีขนาดและความสูงเป็นเท่าใดกันแน่ แต่พวกเขาคาดว่าน่าจะมีขนาดไม่เล็กไปกว่า “สึนามิแกรนด์แบงส์” (The Grand Banks Tsunami) เมื่อปี 1929 ที่ซัดถล่มชายฝั่งเขตนิวฟาวด์แลนด์ ประเทศแคนาดา โดยมีความสูงถึง 13 เมตร นอกจากนี้ คลื่นยักษ์จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศดังกล่าวน่าจะมีขนาดใหญ่กว่าสึนามิที่ซัดถล่มปาปัวนิวกินี เมื่อปี 1998 ซึ่งมีความสูงถึง 15 เมตร และทำให้มีผู้เสียชีวิตไป 2,200 คน
ทั้งนี้ ทีมวิจัยได้เน้นย้ำว่าต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมอย่างเร่งด่วนเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ที่สามารถส่งผลต่อความมั่นคงลักษณะภูมิประเทศเชื่อมกับการเกิดสึนามิในอนาคต ทั้งหมดก็เพื่อปกป้องชีวิตจากโลกที่กำลังร้อนขึ้นในทุกขณะ
source : Climate change could trigger gigantic deadly tsunamis from Antarctica, new study warns