“สาหร่ายผักกาดทะเล” FUTURE FOOD แหล่งโปรตีนชั้นดีที่เป็นมิตรต่อโลก
03 พ.ค. 2566 | warunee_man

เปิดโลก FUTURE FOOD ทางรอดของมวลมนุษยชาติ พร้อมทำความรู้จัก “สาหร่ายผักกาดทะเล” หนึ่งในอาหารทดแทนแห่งอนาคต แหล่งโปรตีนชั้นดีที่เป็นมิตรต่อโลก
รักษ์โลก
03 พ.ค. 2566 | warunee_man

เปิดโลก FUTURE FOOD ทางรอดของมวลมนุษยชาติ พร้อมทำความรู้จัก “สาหร่ายผักกาดทะเล” หนึ่งในอาหารทดแทนแห่งอนาคต แหล่งโปรตีนชั้นดีที่เป็นมิตรต่อโลก
อาหารมีวิวัฒนาการมาทุกยุคทุกสมัย ทั้งที่เกิดขึ้นเพราะเทคโนโลยี เทรนด์ผู้บริโภค กระแสรักสุขภาพ โรคระบาด และที่จำเป็นในทศวรรษนี้คือ วิวัฒนาการของอาหารที่จะเปลี่ยนไปพร้อมๆ กับสภาพอากาศของโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง จนบาครั้งเคยจินตนาการได้ว่า ในอนาคตเราอาจเห็นร้านหมูกระทะ หรือบุฟเฟ่ต์น้อยลง เพราะผู้บริโภคไม่ต้องการเห็นการบริโภคที่มากเกินไป หรือขยะเหลือทิ้ง (food waste) อีกทั้งบางประเทศก็เริ่มรณรงค์ให้งดการกินเนื้อสัตว์ เนื่องจากเป็นวัตถุดิบที่ปล่อยปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ตัวการที่ทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจก
กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ EAT-Lancet ที่เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ การเพาะปลูก และการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศโลก คาดว่าทางออกสำหรับความต้องการที่ไม่สิ้นสุดนี้คือ ในอนาคตมนุษย์เราจะต้องกินผัก ผลไม้ และพืชตระกูลถั่วเพิ่มเป็น 2 เท่า และลดการบริโภคเนื้อแดงและน้ำตาลที่ไม่จำเป็นต่อร่างกายลงราว 50 เปอร์เซ็นต์ นอกจากจะเป็นการเพิ่มตัวเลือกอาหารใหม่ๆ แล้ว วิธีนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยแก้ไขปัญหาการขาดแคลนอาหารในอนาคตอีกด้วย
เทรนด์อาหารแห่งอนาคต (Future Food)
อาหารแห่งอนาคตเป็นแนวคิดในอุตสาหกรรมอาหารโลกที่มีความหลากหลายในหน้าตา รูปแบบ และกระบวนการผลิตอาหาร โดยเน้นการระดมความคิดเพื่อออกแบบอาหารและกระบวนการผลิตอาหารที่เหมาะสมกับโลกในระยะข้างหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งการลดภาวะโลกร้อน (global warming) และการสร้างระบบอาหารอย่างยั่งยืน
อาหารแห่งอนาคตสามารถแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มใหญ่ ได้แก่
(1) functional food ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณประโยชน์อื่น ๆ นอกเหนือจากให้พลังงานแก่ร่างกาย เช่น น้ำแร่ น้ำเกลือแร่สำหรับผู้ออกกำลังกายหรือนักกีฬา นมผงผสมสารอาหารที่จำเป็นสำหรับทารก รวมถึงกลุ่มอาหารที่แปรรูปจากวัตถุดิบทางธรรมชาติ อาทิ ถั่วเหลือง กระเทียม มะเขือเทศ
(2) medical food ผลิตภัณฑ์ที่เป็นอาหารเสริมหรือใช้ทดแทนยา เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคได้รับสารอาหารที่มีคุณประโยชน์และเหมาะสม
(3) organic food อาหารที่ผลิตหรือแปรรูปโดยไม่ผ่านการใช้ยาฆ่าแมลงที่สังเคราะห์ทางเคมีหรือปุ๋ยเคมี ไม่ตัดแต่งพันธุกรรม และคำนึงถึงความปลอดภัยทางอาหารเป็นสำคัญ
(4) novel food ได้แก่ อาหารพืชล้วน (plant-based food) เนื้อสัตว์จากการเพาะเนื้อเยื่อ (cell-based meat) ผลิตภัณฑ์ที่มีการปรับแต่งกระบวนการผลิตใหม่หรือใช้เทคโนโลยีอย่างเช่นนาโนเทคโนโลยีหรือการพิมพ์สามมิติ (3D printing)
อาหารแห่งอนาคตจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยให้โลกขยับเข้าใกล้เป้าหมายด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) มากขึ้น ด้วยการออกแบบโดยคำนึงถึงความมั่นคงทางอาหารของมนุษยชาติทั้ง 4 ด้าน ประกอบด้วย การมีอาหารเพียงพอ (food availability) การเข้าถึงอาหาร (food access) การใช้ประโยชน์จากอาหาร (food utilization) และการมีเสถียรภาพด้านอาหาร (food stability) กล่าวคือ มีอาหารที่คนเข้าถึงได้ตลอดเวลา ไม่มีความเสี่ยงการขาดแคลนอาหารจากปัจจัยทางเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สภาพอากาศ และฤดูกาล จะเห็นได้ว่า วิกฤตอุปทานด้านอาหารและห่วงโซ่อุปทานที่เป็นผลกระทบจากความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน เป็นตัวอย่างของปัจจัยภายนอกที่ส่งผลต่อเสถียรภาพด้านอาหารในหลายประเทศทั่วโลก ทำให้ในปี 2565 มีประชากรกว่า 139 ล้านคนใน 24 ประเทศเกิดความไม่มั่นคงด้านอาหารเฉียบพลัน เพิ่มขึ้นจากจำนวน 99 ล้านคนในปีก่อนหน้า
เทรนด์โลกของอาหารแห่งอนาคต
แนวคิดด้านสุขภาพและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันกลายเป็นประเด็นที่อุตสาหกรรมอาหารให้ความสำคัญเพิ่มมากขึ้น อันเป็นผลจากการระบาดของโควิด 19 ที่สร้างความตื่นตัวต่อการรักษาสุขภาพและสุขอนามัยทั่วโลก การปรับเปลี่ยนของวิถีชีวิต ความต้องการ และการเปลี่ยนแปลงตามวัยของผู้บริโภค ล้วนส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจในห่วงโซ่อุปทานอาหารและอาหารแห่งอนาคต โดยผู้คนให้ความสนใจผลิตภัณฑ์อาหารที่เสริมสารอาหารและโภชนาการ อาหารประเภท functional ผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อระบบย่อยและดูดซึมอาหาร ตลอดจนอาหารหมักดองมากขึ้น สะท้อนจากมูลค่าตลาดของอาหารกลุ่มดังกล่าวที่มีการเติบโตสูง
ตัวอย่าง มูลค่าตลาดผลิตภัณฑ์โปรตีนจากพืชของโลกอยู่ที่ 53.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากมูลค่าที่ประเมินไว้ที่ 18.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2562 มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี (CAGR) ปีละ 14.3% ซึ่งสูงกว่าอาหารกลุ่มเนื้อสัตว์ที่มี CAGR อยู่ที่ 4.6% จากการประมาณการช่วงปี 2564-2569 ด้านผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มประเภท functional ของโลกจะมีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 180.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2564 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นถึง 206.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2569
แนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนเป็นอีกส่วนสำคัญในการพัฒนาของอุตสาหกรรมอาหารโลก จากความท้าทายที่มนุษยชาติเผชิญในปัจจุบันและในอนาคตอันใกล้ ไม่ว่าจะเป็นภาวะโลกร้อน สภาพอากาศที่แปรปรวนมากขึ้น มลภาวะทางน้ำ ดิน และอากาศ โรคระบาดที่มากับปศุสัตว์และการบริโภคสัตว์ป่า และจำนวนประชากรที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการผลิตอาหารให้เพียงพอต่อความต้องการของประชากรโลก
คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change: IPCC) ที่เป็นส่วนหนึ่งขององค์การสหประชาชาติ เผยว่าอุณหภูมิพื้นผิวโลกเฉลี่ยสูงขึ้น 1.09 องศาเซลเซียสในช่วงปี 2554-2563 จากช่วงปี 2393-2443 เป็นผลจากกิจกรรมการดำเนินชีวิตของมนุษย์ โดยก๊าซเรือนกระจกเป็นปัจจัยหลักในการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก ซึ่งระบบอาหาร (รวมถึงการใช้ที่ดิน การเปลี่ยนแปลงที่ดิน การทำปศุสัตว์ การผลิตอาหาร และภาคเกษตร) เป็นกิจกรรมของมนุษย์ที่มีส่วนก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกคิดเป็น 26% ของการปล่อยก๊าซของโลกในปี 2561 โดยเฉพาะการผลิตเนื้อสัตว์มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงกว่าการผลิตโปรตีนจากพืชในปริมาณโปรตีนที่เท่ากัน ทำให้ในระยะที่ผ่านมากระแสการกินอาหารพืชล้วน การกินแบบวีแกน (vegan) การผลิตอาหารที่ลดผลกระทบจากการทำปศุสัตว์อย่างการผลิตเนื้อสัตว์จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อหรือการหาแหล่งโปรตีนทางเลือก เช่น แมลง สาหร่ายทะเล โปรตีนจากถั่วและพืชตระกูลถั่ว จึงเป็นอาหารแห่งอนาคตที่น่าสนใจ จะเห็นได้ว่ามีการออกผลิตภัณฑ์อาหารที่มาจากพืชหรือกลุ่มวีแกนเพิ่มขึ้นอย่างมาก เครือร้านอาหารระดับโลกอย่าง เบอร์เกอร์คิง เคเอฟซี หรือแมคโดนัลด์ ต่างก็ออกรายการอาหารที่ใช้เนื้อสัตว์จากพืชเพื่อตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มที่ใส่ใจสุขภาพ หรือต้องการรักษาสิ่งแวดล้อมและละเว้นการกินเนื้อสัตว์
"สาหร่ายผักกาดทะเล" สาหร่ายพันธุ์ใหม่ อาหารแห่งอนาคต เลี้ยงง่าย คุณค่าสูง แปรรูปได้หลากหลาย
หลังจากศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเพชรบุรี ประสบความสำเร็จในการส่งเสริมการเพาะเลี้ยงสาหร่ายพวงองุ่น จนได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงมีอาชีพที่มั่นคง มีชีวิตที่ดีขึ้น ด้วยกระเเสความนิยมบริโภคอาหารสุขภาพที่กำลังมาแรงในสังคมไทยในยุคปัจจุบันจึงทำให้เกิดความต้องการทรัพยากรสาหร่ายทะเลเพิ่มมากขึ้น
“ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเพชรบุรี เป็นศูนย์ที่ดำเนินงานด้านการเพาะเลี้ยงสาหร่ายทะเลของไทย มีการเก็บรักษาต้นพันธุ์สาหร่ายทะเลที่มีศักยภาพที่จะส่งเสริมเชิงพาณิชย์ในอนาคต มากกว่า 6 ชนิด 1 ในนั้นคือ สาหร่ายผักกาดทะเล (Sea Lettuce) ซึ่งเป็นสาหร่ายทะเลที่มีโปรตีน สูงถึง 25-30 กรัม และใยอาหาร 9.79 เปอร์เซ็นต์ แต่มีไขมันและพลังงานที่ต่ำ จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการจะควบคุมลดน้ำหนัก ทั้งยังอุดมด้วยเกลือแร่ วิตามิน และสารต้านอนุมูลอิสระหลากหลายชนิด ซึ่งมีสรรพคุณ ด้านเภสัช ด้านเวชสำอาง และใช้ในอุตสาหกรรมอาหารทั้งคนและสัตว์ได้ สามารถนำไปบริโภคได้หลากหลายรูปแบบทั้ง ต้ม ผัด แกง ทอด ใช้ปรุงอาหารได้เหมือนผัก เหมาะกับคนที่ไม่ชอบทานผัก หรือนำไปทำขนมขบเคี้ยวและของหวานต่างๆ ได้”
นายประพัฒน์ กอสวัสดิ์พัฒน์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเพชรบุรี กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2544 ศูนย์ฯ ได้นําสาหร่ายชนิดนี้จากแหล่งธรรมชาติมาปรับสภาพให้มีความคุ้นเคยกับระบบน้ำในบ่อเลี้ยง และได้พัฒนาเทคนิคการเพาะเลี้ยงสาหร่ายผักกาดทะเลระดับมหมวล แบบง่ายในบ่อผ้าใบ ถังพลาสติก บ่อปูน โดยใช้ระยะเวลาเลี้ยงสั้นเพียง 3 สัปดาห์ ได้ผลผลิตมากกว่า 3 เท่าจากจำนวนต้นพันธุ์ที่ปล่อยลงเลี้ยง ราคาขายกิโลกรัมละ 300-500 บาท มีอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนมากกว่า 62 เปอร์เซ็นต์ จึงนับว่าเป็นสาหร่ายทะเลเศรษฐกิจตัวใหม่ที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง
ปัจจุบันศูนย์ฯ ได้ส่งเสริมและขยายผลการเลี้ยงสาหร่ายผักกาดทะเลไปยัง ฟาร์มทะเลตัวอย่างใน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชนนีพันปีหลวง จ.เพชรบุรี, วิสาหกิจชุมชนประมงพัฒนาการเลี้ยงสาหร่ายทะเลเพชรบุรี, วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในกระชังอ่าวเหนา จ.กระบี่ และศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.จันทบุรี พร้อมจัดทำคู่มือการเลี้ยงสาหร่ายผักกาดทะเลเชิงพาณิชย์ และจัดฝึกอบรมสร้างอาชีพให้กับเกษตรกรและผู้สนใจทั่วไป สำหรับผู้สนใจการเลี้ยงสาหร่ายผักกาดทะเล ติดต่อสอบถามได้ที่ 032-783529 และ 032-473877
Source ; BOTMagazine : FUTURE FOOD ทางรอดของมวลมนุษยชาติ / กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ กรมประมง