วันคุ้มครองโลก กับแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญของประเทศไทย
24 เม.ย. 2566 | warunee_man

Earth Day กับ 7 เป้าหมายการคุ้มครองโลก และความเป็นกลางทางคาร์บอนกับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของประเทศไทย
รักษ์โลก
24 เม.ย. 2566 | warunee_man

Earth Day กับ 7 เป้าหมายการคุ้มครองโลก และความเป็นกลางทางคาร์บอนกับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของประเทศไทย
ในเดือนเมษายน เป็นเดือนที่หลายประเทศรณรงค์เรื่องปัญหาสิ่งแวลด้อม เนื่องจากทุกวันที่ 22 เมษายนเป็น “วันคุ้มครองโลก” (Earth Day) ซึ่งก่อตั้งขึ้นโดยโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งองค์การสหประชาชาติ United Nations Environment Program (UNEP) โดยผู้ที่ริเริ่มแนวคิดนี้เป็นคนแรกคือ เกย์ลอร์ด เนลสัน สมาชิกวุฒิสภาของสหรัฐอเมริกา
จุดเริ่มต้นของการคุ้มครองโลกคือ ในปี พ.ศ. 2505 เกย์ลอร์ด เนลสัน ได้ขอให้ประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี้ หยิบยกเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี้เห็นด้วย และได้ออกทัวร์ทั่วประเทศเป็นเวลา 5 วัน 11 รัฐในช่วงเดือนกันยายน พ.ศ. 2506 ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นของการริเริ่มวันคุ้มครองโลก
ต่อมา เนลสันได้ผลักดันให้มีการชุมนุมแสดงความคิดเห็นเรื่องสิ่งแวดล้อมในระดับประชาชนทั่วประเทศ ทำให้เกิดเป็นกระแสตื่นตัวเรื่องการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไปทั่วสหรัฐอเมริกา จากนั้นในวันที่ 22 เมษายน ประชาชนชาวอเมริกันกว่า 20 ล้านคน ได้พร้อมใจกันชุมนุม เพื่อประท้วงการเพิ่มขึ้นของมลภาวะ และการทำลายทรัพยากรธรรมชาติบนพื้นโลก ซึ่งผลจากการชุมนุมก่อให้เกิดการออกพระราชบัญญัติแก้ไขมลพิษในอากาศของสหรัฐอเมริกา และมีการจัดตั้งสำนักงานป้องกันสิ่งแวดล้อมแห่งชาติขึ้น จนในที่สุดกำหนดให้วันที่ 22 เมษายนของทุกปีเป็น “วันคุ้มครองโลก” (Earth Day)
ขณะที่ในประเทศไทย ได้มีการจัดให้มีการรณรงค์วันคุ้มครองโลกขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2533 โดยโรงเรียนสอนภาษาสมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกา และในปี พ.ศ. 2533 ถือเป็นยุคเริ่มต้นของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม หลังจากที่ สืบ นาคะเสถียร หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง กระทำอัตวินิบาตกรรม และตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ได้มีการรณรงค์อนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมาโดยตลอด เพื่อให้ประชาชนได้ตระหนักถึงความสำคัญของธรรมชาติ ป่าไม้ และผลกระทบอันร้ายแรงจากการตัดไม้ทำลายป่า นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรมรักษ์ธรรมชาติเพื่อหารายได้เข้ามูลนิธิสืบนาคะเสถียร ผู้บุกเบิกด้านการอนุรักษ์ป่าไม้คนสำคัญของประเทศไทย
7 เป้าหมายการคุ้มครองโลก
1.เพื่อลดอัตราการเกิดคาร์บอนไดออกไซด์ที่มีอยู่อย่างหนาแน่นในบรรยากาศ
2.เพื่อกำจัดคลอโรฟลูออโรคาร์บอน ซึ่งเป็นตัวทำลายสภาพโอโซนและก่อให้เกิดการสะสมความร้อนให้หมดสิ้นไป
3.เพื่ออนุรักษ์สภาพป่าที่เหลืออยู่ ทั้งที่เป็นป่าเบญจพรรณและป่าดงดิบ
4.เพื่อห้ามซื้อ-ขายสิ่งมีชีวิต ที่อาจทำให้ภาวะการเจริญพันธุ์ลดลงหรือหมดสิ้นไป
5.เพื่อคงสภาพระดับประชากรไว้ ให้อยู่ในสภาพที่สมดุลกับทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่
6.เพื่อสร้างพลังอำนาจจากองค์กรต่าง ๆ ทั่วโลกให้ร่วมกันปกป้องบรรยากาศ น้ำ และสภาพอื่น ๆ ให้พ้นจากการกระทำที่มิชอบของมนุษย์
7.เพื่อสร้างสำนึกที่จะรักษาโลกไว้ทั้งบุคคล ชุมชน และชาติ
ประเทศไทยมุ่งสู่การบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายในปี 2050
รัฐบาลดันโครงการปลูกป่าชายเลน เพื่อประโยชน์จาก “คาร์บอนเครดิต” แก้ไขปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม เพื่อการอนุรักษ์และรักษาทรัพยากรป่าไม้
ปัจจุบันประเทศไทยได้ให้สัตยาบันเข้าเป็นรัฐภาคีภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และพิธีสารโตเกียว พร้อมทั้งในการประชุมระดับผู้นำ (World Leaders Summit) นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าผู้แทนไทยได้กล่าวถ้อยแถลงยืนยันว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญสูงสุดในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และพร้อมจะยกระดับการดำเนินงาน เพื่อมุ่งสู่การบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายในปี 2050 และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ได้ในปี 2065 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงเร่งดำเนินการรับมือและแก้ไข การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทย พร้อมทั้งขอความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคท้องถิ่น ชุมชน ในการยกระดับการลดก๊าซเรือนกระจก เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนบนสังคมที่เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศ และมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ตามเจตนารมณ์ของประชาคมโลกที่ปรากฏในเป้าหมายของความตกลงปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
อย่างไรก็ตามในปัจจุบัน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ ได้ขับเคลื่อนการดูดกลับก๊าซเรือนกระจกสุทธิภาคป่าไม้และการใช้ประโยชน์ที่ดิน จำนวนทั้งสิ้น 120 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ภายในปี 2580 ดำเนินโครงการปลูกป่าชายเลน เพื่อประโยชน์จากคาร์บอนเครดิต กำหนดเป้าหมายเพิ่มพื้นที่ป่าชายเลน 300,000 ไร่ ภายใน 10 ปี เริ่มตั้งแต่ พ.ศ. 2565 – พ.ศ. 2574
ประเทศไทยกับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์
นับตั้งแต่ พ.ศ. 2564 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ได้ลงนามในเอกสารถ้อยแถลงเพื่อดำเนินงาน (Statement of Undertaking: SoU) ของกลุ่มดำเนินงานด้านกรดไนตริกเพื่อสภาพภูมิอากาศ (Nitric Acid Climate Action Group: NACAG) โดยนาย เก-ออร์ก ชมิดท์ เอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ประจำประเทศไทยในฐานะตัวแทนรัฐบาลสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี และนายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย ผู้บริหาร ทส. เข้าร่วมในพิธีลงนาม รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมโดยผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์
สำหรับวัตถุประสงค์การลงนาม ซึ่งการลงนามในเอกสาร SoU นับเป็นการเข้าร่วมเป็นสมาชิกกลุ่ม NACAG อย่างเป็นทางการของประเทศไทย โดย NACAG จัดตั้งขึ้นโดยเยอรมนี เพื่อสนับสนุนการลดก๊าซไนตรัสออกไซด์จากการผลิตกรดไนตริกจากอุตสาหกรรมการผลิตของประเทศกำลังพัฒนาเพื่อมุ่งสู่การยุติการปล่อยก๊าซไนตรัสออกไซด์จากกระบวนการผลิตนี้อย่างถาวรทั่วโลก
เนื่องจากเป็นก๊าซเรือนกระจกที่มีค่าศักยภาพในการทำให้เกิดภาวะโลกร้อนสูงกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 265 เท่า ทำให้ประเทศไทยได้รับการสนับสนุนทางการเงินและทางเทคนิคในการติดตั้งเทคโนโลยีที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพแก่ผู้ประกอบการในประเทศ โดยสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีจะให้การสนับสนุนค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการจัดซื้อ จัดส่ง ติดตั้ง ฝึกอบรม ตลอดจนสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญทางเทคนิคในการดำเนินการและติดตามตรวจวัดผลการดำเนินการ ซึ่งผลการดำเนินงานนี้ประเทศไทยสามารถนำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งในการบรรลุตามเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศที่กำหนดไว้ และสามารถนำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งในการบรรลุตามเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศที่กำหนดไว้ 20-2% จากกรณีปกติ ภายใน พ.ศ. 2573 ต่อไป