ในการรับตำแหน่งนายรัฐมนตรีของนายเศรษฐาคือการเดิมพัน ในขณะที่ประเทศไทยอยู่ใน "วิกฤตเศรษฐกิจ" ที่ต้องรับมือโดยตรง โดยได้ลดภาษีเชื้อเพลิง ประกาศพักชำระหนี้เป็นเวลา 3 ปี สำหรับเกษตรกรที่ประสบปัญหา และวางแผนที่จะเปิดตัวโครงการกระเป๋าเงินดิจิทัลที่จะมอบเงิน 10,000 บาท ให้แก่คนไทยวัยผู้ใหญ่ทุกคนเพื่อกระตุ้นการบริโภค ยกเว้นวีซ่าสำหรับผู้มาเยือนจากจีนและอินเดีย โดยมีแผนจะขยายไปยังประเทศอื่น ๆ อีกหลายประเทศ นอกเหนือจากการท่องเที่ยวแล้ว เขายังต้องการเพิ่มบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ การดูแลสุขภาพ และการเงิน
นอกจากนี้เขายังเตรียมที่จะยกระดับชื่อเสียงของประเทศไทยในเวทีโลก โดยต้อนรับเจค ซัลลิแวน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ และหวัง อี้ นักการทูตระดับสูงของจีน ในเดือนมกราคม เพื่อหารือที่ละเอียดอ่อนระหว่างคู่แข่งมหาอำนาจ โดยหวังว่าประเทศไทยซึ่งเป็นพันธมิตรที่เก่าแก่ที่สุดของอเมริกาในเอเชีย และมีความเชื่อมโยงทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้งกับจีน จะสามารถทำหน้าที่เป็น "สะพาน" และ "พื้นที่ปลอดภัย" เพื่อยกระดับชื่อเสียงของไทยในระดับนานาชาติ โดยบอกว่า
"ผมอยากเห็นประเทศไทยเปล่งประกาย"
ไทม์ระบุว่ามีสิ่งที่ขัดแย้งกันก็คือ นายเศรษฐากำลังต่อสู้เพื่อแก้ไขเศรษฐกิจของประเทศ ด้วยการร่วมมือกลุ่มเดียวกันกับที่ลงทุนเพื่อขัดขวางการปฏิรูปครั้งใหญ่ และเมื่อพิจารณาจากภาวะย่ำแย่ของเศรษฐกิจไทยและเส้นทางสู่อำนาจที่ขัดแย้งกันของเขา เขาจึงตกอยู่ภายใต้แรงกดดันอย่างหนักที่จะต้องสร้างผลลัพธ์ที่แท้จริงและรวดเร็ว เขายังพูดถึงการเลือกตั้งที่ผ่านมาด้วยว่า
"แรงกดดันไม่ได้มาจากการเป็นอันดับ 2"
"แรงกดดันมาจากความจำเป็นที่ต้องแก้ปัญหาความยากจน ต้องปรับปรุงความเป็นอยู่ที่ดีของคนไทยทุกคน เหล่านั้นคือความกดดันที่ผมเผชิญอยู่ทุกวัน"
นายเศรษฐาเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 2 ของไทย ที่มีห้องนอนในทำเนียบรัฐบาล แทนที่จะฝ่าการจราจรที่คับคั่งจอแจบนถนนในกรุงเทพฯ บนเตียงมีตุ๊กตารูปตัวเขาเองที่เป็นของขวัญที่ได้รับมา มีถุงเท้าสีฉูดฉาดที่เป็น "เครื่องหมายการค้า" (ความชื่นชอบถุงเท้าสีแดงหรือสีชมพูสะท้อนแสง เคยจุดประกายให้เกิดการถกเถียงอย่างเผ็ดร้อนบนโซเชียลมีเดีย เกี่ยวกับความเหมาะสมมาแล้ว)
ไทม์ระบุถึงการทำงานของนายเศรษฐาว่า ดูจะพึงพอใจมากที่ไปสนามบินสุวรรณภูมิโดยไม่ได้กำหนดเวลาล่วงหน้า เพื่อตำหนิพนักงานในเรื่องความไร้ประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันก็แสดงความเสียใจต่อประชาชนชาวไทย เกี่ยวกับการตัดสินใจของเทย์เลอร์ สวิฟต์ ที่เลือกสิงคโปร์ในการทัวร์คอนเสิร์ต "Eras Tour" ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แทนที่จะเป็นกรุงเทพฯ ซึ่งเขาได้พูดถึงตัวเองด้วยว่า
"จากการเป็น CEO ของบริษัทจนมาเป็น CEO ของประเทศ มีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอีกมากมาย และก็เหมือนกับในห้องประชุมของบอร์ดบริหาร ที่อำนาจไม่เคยถูกแบ่งได้เท่า ๆ กัน"