svasdssvasds
เนชั่นทีวี

ต่างประเทศ

เปิดตำนาน 'ผีต่างชาติ' สุดคลาสสิก ความสยองที่ไม่มีวันตาย

27 ตุลาคม 2566

เปิดตำนานเหล่าผีต่างชาติสุดคลาสสิกรับวันฮาโลวีน ทั้งเรื่องเล่า ตำนาน และความจริงในประวัติศาสตร์ ซึ่งทำให้ผีและปีศาจยังคงเป็นตำนานจนถึงทุกวันนี้

แวมไพร์ หรือ ผีดูดเลือด

แวมไพร์

แวมไพร์หรือผีดูดเลือด มีรูปร่างหน้าตาเหมือนมนุษย์ทั่วไป ยกเว้นฟันที่แหลมคมสำหรับกัดและดูดเลือดมนุษย์เป็นอาหาร และจะออกล่าเหยื่อแค่ในเวลากลางคืน เพราะกลัวแสงแดด ซึ่งเป็นความเชื่อที่มีนานกว่าพันปี ซึ่งนอกจากจะดูดเลือดแล้ว ยังเชื่อว่าแวมไพร์มีชีวิตอมตะ ไม่แก่ ไม่ตาย สามารถแปลงร่างเป็นสัตว์ได้หลายชนิด เช่น ค้างคาว นกฮูก หมาป่า หรืองู

 

ความเชื่อเรื่องแวมไพร์ น่าจะมาจากโรคที่เรียกว่า Porphyria ที่เกิดจากความผิดปกติของเม็ดเลือดแดง ทำให้เกิดแผลพุพองบนผิวหนังเมื่อถูกแสงแดด ทำให้ผู้ป่วยออกไปข้างนอกได้แค่ตอนกลางคืนเท่านั้น และยังทำให้เหงือกร่นจนฟันดูยาวขึ้นเป็นเขี้ยวแหลมคม คล้ายกับแวมไพร์ที่เราเห็นในภาพยนตร์

คนที่ทำให้แวมไพร์กลายเป็นผีที่คนรู้จักมากที่สุดจากโลกตะวันตก คือ แบรม สโตเกอร์ นักเขียนนิยายชาวไอริชที่เขียนนิยายเรื่อง Dracula ที่นำโครงเรื่องมาจากทั้งเรื่องเล่าและเรื่องจริงในประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะเรื่องราวของ เจ้าชายวลาด ที่ 3 แห่งโรมาเนียที่สู้รบกับชาวเติร์ก และขึ้นชื่อในเรื่องความโหดเหี้ยมที่มักเอาทหารฝ่ายตรงข้ามมาเสียบไม้ประจานเพื่อให้ตายอย่างช้าๆ ซึ่งว่ากันว่ามีคนที่ถูกเจ้าชายวลาดสั่งฆ่าให้ตายด้วยวิธีนี้มากถึง 80,000 คน โดยพระองค์ชื่นชอบการกินอาหารเย็นไปพร้อมๆ กับการฟังเสียงโหยหวนด้วยความทรมานของคนที่ถูกเสียบ

 

นิยายเรื่องนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1897 และประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม จนทำให้แวมไพร์กลายเป็นตัวละครยอดนิยมที่ถูกนำมาเขียนเป็นนิยายและสร้างเป็นภาพยนตร์ต่อจากนั้น เช่น Interview with the Vampire และ Twilight ซึ่งมีการดัดแปลงแวมไพร์ให้ดูเป็นมิตรกับมนุษย์มากขึ้น และเป็นตัวละครที่มีเสน่ห์ น่าติดตาม โดยจะไม่ค่อยทำให้แวมไพร์เป็นตัวละครที่ดูน่าหวาดกลัวมากเท่ากับสมัยก่อน 

แม่มดที่ใช้เวทมนตร์ทำเรื่องเหนือธรรมชาติ

แม่มด

เมื่อพูดถึงแม่มด หลายคนมักจะนึกถึงหญิงชราสวมผ้าคลุมยาวขี่ไม้กวาดเก่าๆ และบางครั้งอาจมาพร้อมกับแมวสีดำ หรือถ้าเป็นคนยุคใหม่อาจจะนึกถึงตัวละครจากนิยายเวทมนตร์ แฮร์รี่ พอตเตอร์ ของ เจ.เค.โรลลิ่ง แต่หากพูดถึงแม่มดในยุคโบราณ ทุกคนมักจะนึกถึงสิ่งชั่วร้าย และใครที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มด ก็มักจะถูกรังเกียจ ถูกตามล่า และถูกทรมาณ

 

ตำนานแม่มดในยุคแรกเริ่ม หมายถึงผู้ที่พยายามฝึกฝนเวทมนตร์ หรือทำพิธีอัญเชิญภูตผีปีศาจมาช่วยเหลือ หรือผู้ที่ใช้คำสาป ทำให้เกิดปรากฏการณ์ในแง่ร้าย เช่น ทำให้พืชผักไม่ออกดอกผล ฟ้าฝนไม่ตกตามฤดูกาล อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มด มักจะเป็นคนนอกสังคม คนที่เข้ากับผู้อื่นไม่ได้ คนต่างศาสนา หรือหญิงสาวที่มีความเฉลียวฉลาดจนเกินไป

 

ไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าเรื่องราวของแม่มดเริ่มปรากฏในประวัติศาสตร์ตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่บันทึกแรกที่มีเรื่องราวของแม่มดคือพระคัมภีร์ไบเบิล ที่เขียนระหว่างช่วง 931 - 721 ปีก่อนคริสตกาล

 

ในยุโรปช่วงกลางทศวรรษที่ 1400 เป็นยุคที่มีผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มดหลายต่อหลายคน จนเกิดการล่าแม่มดที่กลายเป็นอีกหนึ่งโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์โลก มีผู้หญิงมากมายถูกจับแขวนคอหรือเผาทั้งเป็นเพราะถูกกล่าวหาว่าสมรู้ร่วมคิดกับปีศาจ และเต็มไปด้วยตัณหา

 

อย่างไรก็ตาม ยังคงหลงเหลือความเชื่อเรื่องแม่มดของโลกตะวันตกในยุคปัจจุบัน แต่แทบไม่มีความรู้สึกหวาดกลัวเกิดขึ้นกับคนยุคใหม่เลย พวกเขามองว่า คาถาเวทมนตร์ของแม่มดก็ไม่ต่างกับการสวดมนต์ในศาสนาอื่น ยาวิเศษรักษาโรคก็มักจะเป็นแค่ยาสมุนไพร หลายคนยังชื่อชอบแม่มดมากขึ้นจากสื่อบันเทิงต่างๆที่ทำให้ภาพลักษณ์ของแม่มดกลายเป็นเพียงตัวละครในนิยายแฟนตาซีมากกว่าปีศาจที่ชั่วร้าย

 

มนุษย์หมาป่า ที่แปลงร่างในคืนพระจันทร์เต็มดวง

มนุษย์หมาป่า

ความเชื่อเรื่องมนุษย์หมาป่า หรือมนุษย์ที่แปลงร่างกลายเป็นสัตว์ป่าดุร้าย มีอยู่ทั่วทุกมุมโลก ซึ่งก็มีทั้งคนที่แปลงร่างเป็นหมี หรือแปลงร่างเป็นเสือ ตามความเชื่อของแต่ละภูมิภาค ส่วนในยุโรป จะเป็นความเชื่อเรื่องมนุษย์หมาป่า เนื่องจากหมาป่าเป็นสัตว์ดุร้ายที่พบเห็นได้ทั่วยุโรป และสร้างความหวาดกลัวให้คนทั่วทุกแห่ง และทุกครั้งที่มีคนหรือสัตว์เลี้ยง อย่างม้าหรือแกะ ถูกทำร้าย จะมีการโทษหมาป่าว่าเป็นต้นเหตุเสมอ

 

ในสมัยกรีกโบราณ มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับหลายคนที่ถูกสาปให้กลายเป็นหมาป่าเพื่อเป็นการลงโทษ ส่วนในยุโรปยุคโบราณ เวลาเกิดเหตุร้าย เช่น มีคนถูกฆ่าจำนวนมาก โดยหาฆาตกรไม่ได้ จะมีการจับชายที่น่าสงสัยหรือมีพฤติกรรมแปลกแยกจากคนอื่น มากล่าวหาว่าเขากลายร่างเป็นมนุษย์หมาป่ายามค่ำคืน และออกฆ่าผู้คนเพื่อกินเป็นอาหาร

 

ในทางวิทยาศาสตร์แล้ว มีอาการผิดปกติอยู่สองชนิดที่ทำให้คนถูกเข้าใจผิดว่าเป็นมนุษย์หมาป่า อย่างแรกคืออาการป่วยทางจิตที่เรียกว่า Lycanthropy ที่ผู้ป่วยจะคิดว่าตัวเองกลายร่างเป็นหมาป่าได้ จึงมีพฤติกรรมหลายอย่างที่คล้ายกับหมาป่า เล่นการเดินด้วยแขนและขา หรือการเห่าและหอน ส่วนอาการอย่างที่สองคือความผิดปกติทางร่างกายที่เรียกว่า Hypertrichosis ที่ผู้ป่วยจะมีขนขึ้นทั่วลำตัวรวมทั้งใบหน้ามากกว่าคนทั่วไป จึงทำให้ถูกเข้าใจผิดคิดว่าเป็นมนุษย์หมาป่า

 

ต่อมาเมื่อศาสนาคริสต์แพร่หลายเข้ามาในยุโรป จึงเริ่มมีการนำเรื่องราวของมนุษย์หมาป่า เข้ามาผสมผสานกับคำสอนทางศาสนา โดยเล่าว่ามนุษย์หมาป่าคือคนที่ถูกสาป ซึ่งสามารถแก้คำสาปได้หากศรัทธาในพระเจ้า ส่วนความเชื่อเรื่องมนุษย์หมาป่าที่มีอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ เรื่องที่มนุษย์หมาป่าจะแปลงร่างเมื่อเจอพระจันทร์เต็มดวง หรือคนที่ถูกมนุษย์หมาป่ากัด ก็จะกลายเป็นมนุษย์หมาป่าเช่นเดียวกัน เป็นความเชื่อที่เกิดจากจินตนาการของนักเขียนนิยายและนักสร้างภาพยนตร์ ซึ่งต่อมามนุษย์หมาป่าก็มีหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หมาป่าที่แปลงร่างได้แค่ในคืนพระจันทร์เต็มดวง โดยกลายเป็นสัตว์ร้ายที่ไม่เหลือความทรงจำของมนุษย์เลย หรือมนุษย์หมาป่าที่แปลงร่างได้ทุกครั้งที่ต้องการ โดยที่ยังคงมีสามัญสำนึกของมนุษย์ แต่แปลงร่างแค่ร่างกายด้านนอกเท่านั้น

 

เราจะเห็นว่ามนุษย์หมาป่าถูกสร้างขึ้นมาไม่ใช่เพราะแค่ความหวาดกลัวของมนุษย์ที่มีต่อหมาป่าเท่านั้น ถึงมนุษย์จะหวาดกลัวหมาป่า แต่ขณะเดียวกัน ก็ชื่นชมในความลึกลับและความน่าเกรงขามของหมาป่า จึงทำให้ตำนานมนุษย์หมาป่ายังคงถูกเล่าขานซ้ำแล้วซ้ำเล่าผ่านนิยาย วรรณกรรม และภาพยนตร์มาจนถึงทุกวันนี้

 

สัตว์ประหลาดของแฟรงเกนสไตน์

แฟรงเกนสไตน์

แฟรงเกนสไตน์เป็นนิยายสยองขวัญ เขียนโดย แมรี เชลลี นักเขียนชาวอังกฤษ ที่ตีพิมพ์ในปี 1818 ซึ่งขณะที่เธอเขียนนิยายเรื่องนี้ เธอมีอายุแค่ 18 ปีเท่านั้น หลายคนอาจจะคิดว่าแฟรงเกนสไตน์คือชื่อของสัตว์ประหลาดหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัวในนิยาย ที่ถูกปลุกให้มีชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง แต่จริงๆ แล้ว มันเป็นชื่อของตัวละครในนิยายที่มีชื่อว่า วิกเตอร์ แฟรงเกนสไตน์ นักเรียนแพทย์ชาวสวิส ที่มีความทะเยอทะยานอยากจะเอาชนะความตาย ด้วยการเอาอวัยวะชิ้นส่วนของมนุษย์ที่เสียชีวิตไปแล้วมาประกอบร่าง แล้วปลุกให้มันมีชีวิตด้วยกระแสไฟฟ้า ซึ่งเมื่อทำสำเร็จ เขากลับรู้สึหวาดกลัวในสิ่งมีชีวิตที่เขาสร้างขึ้นมา จนหลบหนีไป ปล่อยให้มันใช้ชีวิตตามลำพัง ปีศาจตัวนี้จึงต้องพยายามเอาชีวิตรอดในสังคมมนุษย์ที่หวาดกลัวและขับไล่มัน มันจึงออกตามล่า และไล่ฆ่าแฟรงเกนสไตน์ที่สร้างมันขึ้นมา ทำให้มันทุกข์ทรมานเช่นนี้ รวมทั้งฆ่าทุกคนที่แฟรงเกนสไตน์รัก

 

แม้โครงเรื่องจะดูเป็นเหมือนนิยายสยองขวัญทั่วไป แต่จริงๆ แล้ว แฟรงเกรนสไตน์ มีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับความโดดเดี่ยว การโหยหาการยอมรับจากสังคม โดยในนิยาย สิ่งมีชีวิตที่แฟรงเกนสไตน์สร้างขึ้นมา มีจิตใจที่ดีงาม และไม่เคยคิดทำร้ายใคร เพียงแต่รูปลักษณ์ที่น่าเกลียดน่ากลัว จึงทำให้ถูกสังคมรังเกียจและขับไล่ แฟรงเกนสไตน์ จึงเป็นเนื้อหาที่เข้ากับกาลเวลาทุกยุคสมัย ที่ตั้งคำถามกับทุกคนว่า เราแต่ละคนที่เกิดซึ่งเกิดขึ้นมาบนโลกใบนี้ ซึ่งแต่ละคนอาจจะมีความผิดปกติติดตัวมา หรือเกิดมาด้วยความไม่พร้อม แต่เราควรจะทำอะไรบนโลกใบนี้ จะใช้ชัวิตอย่างมีความสุขได้อย่างไร และเป็นคนดีได้อย่างไร

 

แฟรงเกนสไตน์ถูกสร้างเป็นภาพยนตร์ครั้งแรกในปี 1910 และถูกดัดแปลงสร้างเป็นละครเวที การ์ตูน ละครโทรทัศน์ และภาพยนตร์ จนถึงปัจจุบันอีกไม่น้อยกว่า 150 ครั้ง สะท้อนให้เห็นความนิยมของนิยายเรื่องนี้ แม้เวลาจะผ่านมานานกว่า 200 ปีแล้ว

 

ซอมบี้ ซากศพที่ถูกปลุกให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

ซอมบี้

ซอมบี้เป็นอีกหนึ่งคาแรคเตอร์ที่ได้รับความนิยม ด้วยลักษณะร่างกายเป็นศพของคนที่ควรจะตายไปแล้วแต่กลับถูกปลุกให้ลุกขึ้นมาเดินอย่างไร้วิญญาณ และในนิยายหรือภาพยนตร์บางเรื่อง พวกมันมักจะถูกระบุว่ากินเนื้อหรือสมองของคนเป็นอาหาร และคนที่ถูกกัดอาจจะติดเชื้อจนกลายเป็นซอมบี้ไปด้วย

 

ที่มาของซอมบี้นั้นต่างจากตำนานผีหรือปีศาจอื่นๆ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากความเชื่อทางไสยศาสตร์ หรือศาสนา แต่บางตำราก็บอกว่าต้นตอความเชื่อเกี่ยวกับซอมบี้นั้นมาจากวัฒนธรรมวูดูของชาวเฮติ แต่หากเปรียบเทียบซอมบี้เป็นความเชื่อประเภทเดียวกับผีดิบ ก็อาจต้องย้อนไปถึงอารยธรรมกรีกโบราณ ที่มักจะตรึงศพไว้ด้วยหินหรือวัตถุหนัก เพื่อป้องกันไม่ให้ศพฟื้นคืนชีพ

 

ส่วนตำนานซอมบี้ของเฮติก็มีมานานหลายศตวรรษ หนึ่งในนั้นคือเรื่องเล่าในศตวรรษที่ 17 เมื่อทาสชาวแอฟริกาตะวันตกที่เข้ามาทำงานในไร่อ้อยของเฮติ ต้องเผชิญสภาพที่โหดร้ายจนตายและกลายเป็นซากศพที่โหยหาอิสรภาพ ขณะที่ผู้นับถือศาสนาวูดูเชื่อว่าซอมบี้คือคนตายที่ได้รับการฟื้นคืนชีพขึ้นมาโดยหมอผีที่เรียกกันว่า "โบกอร์"

 

ในทางการแพทย์มองว่า มีโอกาสที่ซอมบี้ จะเกิดจากการใช้สารประกอบบางอย่างที่ทำให้คนเป็นอัมพาตจนถูกคิดว่าเสียชีวิต ก่อนจะฟื้นขึ้นมาจากหลุมศพ เช่นกรณีของหญิงชาวเฮติคนหนึ่ง ที่ดูเหมือนจะเสียชีวิตแล้ว ถูกฝังอยู่ในสุสานของครอบครัว ก่อนจะกลับมาปรากฏตัวอีกครั้งในสามปีต่อมา

 

ในยุคปัจจุบัน มีภาพยนตร์และทีวีซีรีส์หลายเรื่องที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับ "ไวรัสซอมบี้" ซึ่งทำให้คนส่วนใหญ่มีมุมมองต่อซอมบี้ในแง่ของความน่าหวาดกลัวของเชื้อโรคและกฎการเอาตัวรอดของธรรมชาติ มากกว่าการเป็นเรื่องลี้ลับหรือศพที่ถูกปลุกด้วยพลังทางไสยศาสตร์