ประเทศแรกที่นายกฯ ฮุน มาเนต เลือกเยือน คือ
09 ส.ค. 2566 | piyarom

นักวิเคราะห์ทั้งในและต่างประเทศ พากันลงความเห็นว่า ประเทศแรกที่ฮุน มาเนต น่าจะไปเยือนในฐานะนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของกัมพูชา คือ "จีน"
ต่างประเทศ
09 ส.ค. 2566 | piyarom

นักวิเคราะห์ทั้งในและต่างประเทศ พากันลงความเห็นว่า ประเทศแรกที่ฮุน มาเนต น่าจะไปเยือนในฐานะนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของกัมพูชา คือ "จีน"
ในโลกที่เชื่อมโยงถึงกันและเป็นโลกาภิวัตน์ หรือ การบูรณาการที่เพิ่มขึ้นของเศรษฐกิจทั่วโลก อันเป็นผลจากการพัฒนาการติดต่อสื่อสาร การคมนาคมขนส่ง และเทคโนโลยีสารสนเทศ ได้แสดงถึงการหล่อหลอมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่มีความสำคัญมากกว่าที่เคยเป็นมา และไม่เพียงส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ยังส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ความร่วมมือทางการเมืองและความเข้าใจซึ่งกันและกัน มีการวางรากฐานสำหรับความสัมพันธ์ทางการทูต ข้อตกลงการค้า และความพยายามร่วมกันในการจัดการกับความท้าทายระดับโลก
แต่การเยือนจีนครั้งแรกของฮุน มาเนต เป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม ในฐานะบุตรชายคนโตของฮุน เซน และนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญทางการเมืองที่เพิ่งจะผงาดขึ้นมา การเยือนจีนของเขามีนัยยะสำคัญต่อทั้งสองประเทศและภูมิภาคโดยรวม โดยเฉพาะในทางการเมือง มันแสดงถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน การสนับสนุนกันและสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระดับผู้นำ ซึ่งสามารถส่งผลต่อการเมืองระดับภูมิภาค และอาจมีอิทธิพลต่อการรับรู้ของประเทศอื่นๆ ด้วย
จีน ซึ่งมีเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็ว เป็นทั้งตลาดขนาดใหญ่และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี จนขึ้นไปอยู่ในทำเนียบมหาอำนาจของโลกและเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์สำหรับหลายประเทศที่แสวงหาโอกาสทางเศรษฐกิจ และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ขณะที่ความคิดริเริ่ม "หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง" (One Belt One Road) หรือ OBOR ช่วยเชื่อมจีนกับสังคมโลกให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ทั้งยังช่วยขจัดอุปสรรคทางการค้า เพราะเป็นส่งเสริมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและความเชื่อมโยงข้ามทวีป ช่วยให้ประเทศต่างๆ เพิ่มเครือข่ายการค้าและขยายศักยภาพได้อีกด้วย
จากปัจจัยเหล่านี้ เห็นได้ชัดว่าการเยือนต่างประเทศครั้งแรกของฮุน มาเนต ควรมุ่งไปที่จีน ซึ่งจะช่วยส่งเสริมศักยภาพในการปลดล็อกโอกาสมากมาย สำหรับความร่วมมือในภาคส่วนต่างๆ ตลอดจนกระชับความสัมพันธ์ทางการทูต และปูทางไปสู่ความเป็นหุ้นส่วนที่ยั่งยืนระหว่างกัมพูชากับจีน การคว้าโอกาสนี้ จะช่วยให้ทั้ง 2 ประเทศ สามารถกำหนดเส้นทางสู่อนาคตที่รุ่งเรือง โดยมีการเติบโตร่วมกัน ผลประโยชน์ร่วมกัน และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
จีนยังมีอิทธิพลต่อเวทีโลก มีศักยภาพสูงสำหรับความร่วมมือแบบทวิภาคี โดยเฉพาะความร่วมมือทางเศรษฐกิจ เพราะจีนเป็นพันธมิตรและผู้ลงทุนรายใหญ่ของกัมพูชามาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะบรรดาโครงการที่เกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานของกัมพูชา ที่มีส่วนสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ การกระชับความสัมพันธ์ผ่านการเยือนระดับสูงและการติดต่อทางการทูต ยังเป็นประตูเปิดไปสู่โอกาสใหม่ ๆ ทางการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวอีกด้วย
การกระชับความสัมพันธ์กับจีน ยังนำไปสู่การแบ่งปันความรู้ และการสร้างขีดความสามารถในภาคส่วนต่างๆ รวมถึงเทคโนโลยี การเกษตรและการศึกษา ความเชี่ยวชาญของจีนในด้านเหล่านี้ สามารถช่วยให้กัมพูชาบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนและจัดการกับความท้าทายที่สำคัญ เช่น การบรรเทาความยากจน ความมั่นคงทางอาหาร และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
ความร่วมมือที่มีศักยภาพอีกด้านหนึ่ง ก็คือ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน จีนมีส่วนร่วมอย่างจริงจังในการจัดหาเงินทุน และสนับสนุนโครงการโครงสร้างพื้นฐาน ที่สำคัญในกัมพูชา เช่น การสร้างถนน สะพาน และท่าเรือ โครงการเหล่านี้ ไม่เพียงช่วยปรับปรุงความเชื่อมโยงภายในกัมพูชาเท่านั้น แต่ยังปรับปรุงความเชื่อมโยงในระดับภูมิภาคอีกด้วย ซึ่งเอื้อต่อการเติบโตและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ โดยที่กัมพูชาสามารถดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานให้ทันสมัย และเพิ่มความเชื่อมโยงกับจีนและประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ ด้วย
ในสายตาของนักวิเคราะห์ แม้ฮุน มาเนต จะเลือกจีนเป็นจุดหมายแรกในการเดินทางเยือนต่างประเทศ ในฐานะนายกรัฐมนตรีของกัมพูชา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ากัมพูชาจะผูกมิตรเพียงแค่กับจีนเท่านั้น แต่ควรเป็นทุกประเทศในโลก โดยเฉพาะการสร้างสัมพันธ์ที่ราบรื่นกับกลุ่มประเทศสมาชิกสมาคมอาเซียน