เนชั่นทีวี

ต่างประเทศ

UN ตั้งเป้า "โรคเอดส์" จะสูญพันธุ์ในปี 2030

19 ก.ค. 2566 | piyarom

UN ตั้งเป้า "โรคเอดส์" จะสูญพันธุ์ในปี 2030

UNAIDS องค์กรที่ต่อต้านโรคเอดส์ ออกรายงานที่น่าจะเป็นข่าวดีว่าโรคเอดส์ที่เคยทำให้ผู้คนพากันหวาดกลัวเพราะรู้ว่าเป็นแล้วรักษาไม่หาย มีโอกาสที่จะสูญพันธุ์ได้ภายในปี 2573 เนื่องจากหลายประเทศสามารถทำได้ตามเป้าหมาย

หน่วยงานของสหประชาชาติ ที่มุ่งเน้นการทำงานเพื่อยุติการแพร่ระบาดของโรคเอดส์ (AIDS) ออกรายงานฉบับใหม่ที่ระบุว่า มีหนทางที่ชัดเจนในการยุติการแพร่ระบาดของเอดส์ ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นโรคที่ผู้คนพากันหวาดกลัว เพราะไร้หนทางรักษาและต้องนับวันรอความตายสถานเดียว 

วินนี เบียนนีมา (Winnie Byanyima) ผู้อำนวยการบริหาร "UNAIDS" (The Joint United Nations Programme on HIV/AIDS) หรือโครงการโรคเอดส์แห่งสหประชาชาติ ออกรายงานชื่อ "เส้นทางที่ยุติโรคเอดส์" (The Path that Ends AIDS) ที่ระบุถึงหนทางที่ชัดเจนในการยุติการแพร่ระบาดของโรคเอดส์ภายในปี 2573 

รายงานที่เผยแพร่เมื่อสัปดาห์ที่แล้วระบุว่า ข้อมูลและตัวอย่างจากโลกแห่งความเป็นจริงในรายงาน ทำให้ชัดเจนว่าเส้นทางนั้นคืออะไร ไม่ใช่เรื่องลึกลับแต่เป็นทางเลือก ผู้นำบางคนกำลังเดินตามเส้นทางนี้อยู่แล้วและประสบความสำเร็จ ประเทศต่าง ๆ ที่ "ให้ความสำคัญกับประชาชนและชุมชนเป็นอันดับแรก" ตามโยบายและโครงการของพวกเขา ต่างกำลังเป็นผู้นำโลกในเส้นทางไปสู่การสิ้นสุดการระบาดของโรคเอดส์ภายในปี 2573

UN ตั้งเป้า "โรคเอดส์" จะสูญพันธุ์ในปี 2030

รายงานยังชี้ว่ามี บอตสวานา, เอสวาตินี, รวันดา, สาธารณรัฐแทนซาเนียและซิมบับเว ที่บรรลุเป้าหมายถึงระดับ 95-95-95 และอีกอย่างน้อย 16 ประเทศ ที่กำลังจะเข้าถึงเกณฑ์มาตรฐาน 

เป้าหมาย 95-95-95 คือ

95% ของผู้ติดเชื้อ HIV ที่รู้สถานะของตัวเอง 
95% ของผู้ที่รู้ว่าตัวเองกำลังติดเชื้อ HIV และกำลังรักษาด้วยยาต้านไวรัส
95% ของผู้คนที่กำลังรักษาอยู่ และไวรัสถูกกดไว้ 


เบียนนีมา ได้เรียกร้องบรรดาผู้นำประเทศต่าง ๆ ให้ปฏิบัติตามแนวทาง โดยระบุว่าการรับมือ HIV จะประสบผลสำเร็จได้ ก็ต่อเมื่อได้รับการสนับสนุนอย่างแข็งขันจากบรรดาผู้นำทางการเมือง ที่รวมทั้งการติดตามข้อมูลและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ การจัดการความไม่เท่าเทียม การรับประกันด้านเงินทุน และ "ทำให้ชุมชนและองค์กรภาคประชาสังคมมีบทบาทสำคัญยิ่งในการตอบสนอง" 

UN ตั้งเป้า "โรคเอดส์" จะสูญพันธุ์ในปี 2030

รายงานระบุอีกว่า สังเกตได้ว่ามีความก้าวหน้ามากขึ้น ในประเทศและภูมิภาคที่ลงทุนทางการเงินเพื่อลดการติดเชื้อ HIV โดยแอฟริกาตะวันออกและแอฟริกาใต้ มีอัตราการติดเชื้อลดลง 57% ตั้งแต่ปี 2553 และพบว่าเงินทุนสนับสนุนเกี่ยวกับ HIV จากทั้งในประเทศและต่างประเทศลดลงในปี 2565 โดยมียอด 2,080 ล้านดอลลาร์ ซึ่งน้อยกว่า 29.9 พันล้านดอลลาร์ ที่รายงานระบุว่าจำเป็นต้องใช้ภายในปี 2568  HIV จากทั้งในประเทศและต่างประเทศลดลงในปี 2565 ด้วยยอดรวม 20.8 พันล้านดอลลาร์ ไม่ถึงเป้าที่จำเป็นต้องใช้ในปี 2568 ที่อยู่ที่ 29,900 ล้านดอลลาร์

ในส่วนของการลงทุนเพื่อจัดการกับโรคเอดส์ในเด็ก พบว่า 82% ของสตรีมีครรภ์และสตรีให้นมบุตรที่ติดเชื้อ HIV ทั่วโลก สามารถเข้าถึงการรักษาด้วยยาต้านไวรัสภายในปี 2565 เพิ่มขึ้นจาก 46% ในปี 2553 ส่งผลให้ผู้ติดเชื้อทั่วโลกลดลง 57% และพบว่าการติดเชื้อ HIV รายใหม่ในเด็กตั้งแต่ปี 2553 ถึง 2565 เป็นจำนวนที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ทศวรรษที่ 1980

รายงานยังพิจารณาถึงบทบาทของกรอบกฎหมายและนโยบายลดการแพร่ระบาดของโรคเอดส์ โดยชี้ไปที่ประเทศต่าง ๆ ที่ยกเลิกกฎหมายที่เป็นอันตราย เช่น การลดทอนความเป็นอาชญากรรมในความสัมพันธ์ระหว่างเพศเดียวกันในช่วงปีที่ผ่านมา

UN ตั้งเป้า "โรคเอดส์" จะสูญพันธุ์ในปี 2030

เบียนนีมา บอกว่า

"เรามีความหวัง แต่ไม่ใช่การมองโลกในแง่ดีแบบสบายใจที่อาจเกิดขึ้นได้ ถ้าทุกอย่างเป็นไปอย่างที่ควรจะเป็น แต่เป็นความหวังที่ฝังรากอยู่กับการมองเห็นโอกาสแห่งความสำเร็จ โอกาสที่ขึ้นอยู่กับการลงมือทำ ซึ่งข้อเท็จจริงและตัวเลขที่แบ่งปันในรายงานนี้ ไม่ได้แสดงว่าในขณะที่โลกเรากำลังอยู่บนเส้นทางนั้น พวกเขาแสดงให้เห็นว่าเราทำได้ หนทางปลอดโปร่งแล้ว" 

โรคเอดส์ถูกพบครั้งแรกที่สหรัฐฯ เมื่อเดือนมิถุนายน ปี 2524 ผู้ป่วยเป็นชายรักร่วมเพศที่เป็นปอดบวมจากเชื้อ "นิวโมซีสตีส แครินิอาย" (Pneumocystis Carinii) ทั้งที่เป็นคนแข็งแรงมากมาก่อน และไม่เคยใช้ยากดภูมิต้านทาน แต่ผลการตรวจพบว่า เซลล์ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับภูมิต้านทานไม่สามารถทำหน้าที่ได้ตามปกติ จากการศึกษาย้อนหลังพบว่าโรคนี้มีต้นกำเนิดมาจากประเทศแถบอัฟริกาตะวันตก ในปี 2503 และต่อมาได้แพร่ไปยังเกาะเฮติ ทวีปอเมริกา ยุโรปและเอเซียรวมทั้งประเทศไทยด้วย

UN ตั้งเป้า "โรคเอดส์" จะสูญพันธุ์ในปี 2030

ผู้ป่วยเอดส์รายแรกในประเทศไทยเป็นชายอายุ 28 ปี ที่เดินทางไปศึกษาต่อที่สหรัฐฯ และมีพฤติกรรมรักร่วมเพศ เริ่มมีอาการในปี 2526 โดยพบว่าปอดอักเสบจากเชื้อ "นิวโมซีสตีส แครินิอาย" และแพทย์ลงความเห็นว่าเป็นเอดส์ จึงกลับมารักษาตัวที่ประเทศไทยในปี 2527 ก่อนเสียชีวิตในเวลาต่อมา

AIDS (Acquired Immunodeficiency Syndrome) หรือ โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง จะเกิดขึ้นเมื่อระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายถูกเชื้อ HIV บั่นทอนให้อ่อนแอลง จนถึงขั้นที่ร่างกายไม่สามารถต้านทานเชื้อโรคต่าง ๆได้อีก จนเริ่มติดเชื้อหรือเกิดเป็นโรคต่าง ๆ

HIV (human Immunodeficiency Virus) เป็นเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคเอดส์ โดยเข้าทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาวที่มีหน้าที่สร้างภูมิคุ้มกันโรค ให้ต่อสู้กับเชื้อโรคต่าง ๆ ที่เข้ามาในร่างกายเวลาที่เจ็บป่วย

ได้มีการตั้งวันเอดส์โลก (World AIDS Day) ที่ตรงกับวันที่ 1 ธันวาคมของทุกปี เพื่อรณรงค์ยับยั้งการแพร่ระบาดของเอดส์ ซึ่งได้คร่าชีวิตของผู้ป่วยโรคนี้ไปกว่า 25 ล้านคนทั่วโลก

UN ตั้งเป้า "โรคเอดส์" จะสูญพันธุ์ในปี 2030

ข่าวล่าสุด