เงินกู้ช่วยเหลือส่วนใหญ่ ทำในรูปแบบการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศระหว่างธนาคารกลางด้วยกัน นอกนั้น อาจเป็นธนาคารของรัฐบาลจีนและวิสาหกิจ ซึ่งก็รวมถึงบริษัทน้ำมันและก๊าซ ที่ให้กู้โดยตรง ส่วนมากเป็นประเทศที่เกิดปัญหาวิกฤติทางการเงิน แต่ดอกเบี้ยเงินกู้จากจีน ไม่ถือว่า ถูกเลย คืออยู่ที่ 5% ถ้าเทียบกับเงินกู้จากไอเอ็มเอฟ จะคิดดอกเบี้ยที่ 2% เท่านั้น
เงินกู้ส่วนใหญ่จากจีน จะลงไปที่กลุ่มประเทศรายได้ปานกลาง ซึ่งถือว่า สำคัญต่อภาคธนาคารของจีน ในขณะที่กลุ่มประเทศรายได้ต่ำ จะได้เงินกู้จากจีนน้อยมากหรือไม่ได้เลย แต่จะเน้นไปที่การปรับโครงสร้างหนี้แทน
เป็นเวลาสิบปีมาแล้ว ที่ข้อริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางของจีน ได้ทุ่มงบหลายพันล้านดอลลาร์ต่อปี ลงไปกับโครงการก่อสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งการสร้างทางหลวงจากปาปัวนิวกินีไปเคนย่า การสร้างท่าเรือจากศรีลังกาไปยังเวสต์แอฟริกา และการจัดหาพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมให้ผู้คนตั้งแต่ละตินอเมริกาไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นี่จึงถูกมองว่า เป็นการขยายบทบาทของจีนสู่การเป็นมหาอำนาจโลก
เมื่อเดือนมีนาคม ปี 2021 มีอยู่ 139 ประเทศลงนามข้อริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง คิดเป็น 40% ของจีดีพีโลก และนับเป็นการลงทุนของจีนที่มีมูลค่าสูงเกือบ 1 ล้านล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 34 ล้านล้านบาท แต่ก็ใช่ว่า จะประสบความสำเร็จง่าย เพราะหลายประเทศขาดเงินทุน และการเมืองถอยหลัง บ้างก็ถูกสกัดจากประเด็นสิ่งแวดล้อม คอร์รัปชั่น และการละเมิดสิทธิแรงงาน
บางประเทศยังวิตกเรื่องการกู้เงินจากจีนมากเกินไปและการแผ่อิทธิพลของจีน กล่าวหาข้อริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางว่า เป็นเหมือนกับดักหนี้ ที่ออกมาแบบมาเพื่อให้จีนเข้าควบคุมโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่
แต่รัฐมนตรีต่างประเทศจีน อ้างว่า จีนเข้ามาช่วยให้หลายประเทศผ่อนคลายในสภาวะหนี้สินมากกว่า จีนยังมีข้อตกลงช่วยเหลือหนี้สินกับอีกหลายประเทศแถบแอฟริกา และตำหนิการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐว่า จะส่งผลเสียต่อภาระหนี้สินในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนามากกว่า