"ต้อหิน" โรคเงียบอันตราย เช็ก 3 ความเข้าใจผิดก่อนสายเกินแก้
25 ม.ค. 2569
โรคต้อหิน ภัยเงียบคุกคามการมองเห็นที่มักไม่แสดงอาการ แพทย์เตือนตรวจสุขภาพตาช่วยป้องกันตาบอดถาวร พร้อมไขข้อสงสัยเรื่องหินในตาและการใช้มือถือ
Feature & Lifestyle
25 ม.ค. 2569
โรคต้อหิน ภัยเงียบคุกคามการมองเห็นที่มักไม่แสดงอาการ แพทย์เตือนตรวจสุขภาพตาช่วยป้องกันตาบอดถาวร พร้อมไขข้อสงสัยเรื่องหินในตาและการใช้มือถือ
ต้อหิน (Glaucoma) ยังคงเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้คนไทยสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรเป็นอันดับ 2 รองจากโรคต้อกระจก โดยความน่ากลัวของโรคนี้อยู่ที่การดำเนินโรคที่ค่อยเป็นค่อยไปและมักไม่แสดงอาการเตือนในระยะแรก จนกว่าผู้ป่วยจะเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ เส้นประสาทตาก็มักจะถูกทำลายไปมากจนไม่สามารถรักษาให้กลับมาเป็นปกติได้อีก
นายแพทย์ไพโรจน์ สุรัตนวนิช รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่าการตรวจสุขภาพตาอย่างสม่ำเสมอคือหัวใจสำคัญในการค้นพบความผิดปกติได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ เนื่องจากดวงตาอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงโรคทางระบบอื่น ๆ เช่น เบาหวาน หรือความดันโลหิตสูงได้ด้วย การตรวจพบเร็วจะช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงและการสูญเสียการมองเห็นถาวรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ด้านนายแพทย์กิตติวัฒน์ มะโนจันทร์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง) ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันโรคต้อหินยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ และการมองเห็นที่เสียไปแล้วไม่สามารถฟื้นคืนกลับมาได้ แต่เทคโนโลยีทางการแพทย์ในปัจจุบัน ทั้งการใช้ยา การรักษาด้วยเลเซอร์ หรือการผ่าตัด สามารถช่วยควบคุมความดันในลูกตาเพื่อชะลอหรือหยุดยั้งการเสื่อมของเส้นประสาทตาไม่ให้แย่ลงไปกว่าเดิมได้ โดยเฉพาะในกลุ่มต้อหินมุมเปิดที่ต้องอาศัยการติดตามอาการและหยอดยาอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิตเพื่อรักษาคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ป่วยเอาไว้
แพทย์หญิงสุพัตรา จามรสุวรรณ นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ ได้สรุปประเด็นความเข้าใจผิดที่ประชาชนมักสับสนเกี่ยวกับโรคต้อหินไว้ดังนี้
ต้อหินมีก้อนหินอยู่ในตาจริงหรือไม่: ไม่จริง คำว่า "ต้อหิน" เป็นเพียงการเปรียบเทียบภาวะที่ความดันในลูกตาสูงจนทำให้ลูกตามีความแข็งมากกว่าปกติคล้ายกับก้อนหิน ไม่ได้มีเศษหินอยู่จริงและไม่ต้องทำการแคะออก
ต้องมีอาการปวดตาเสมอไปหรือไม่: ไม่จำเป็น ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่มีอาการปวดตาเลยในระยะเริ่มต้น ลานสายตาจะค่อย ๆ แคบลงอย่างช้า ๆ จนกระทั่งเข้าสู่ระยะท้ายของโรคถึงจะเริ่มมีอาการตามัวชัดเจน
การใช้โทรศัพท์มือถือทำให้เป็นต้อหินหรือไม่: ไม่จริง การใช้งานมือถือไม่ได้ส่งผลโดยตรงให้เกิดต้อหิน แต่อาจทำให้เกิดอาการตาแห้ง ตาล้า หรือปวดตาจากการเพ่งนานเกินไป ซึ่งควรพักสายตาเป็นระยะเพื่อสุขภาพตาที่ดี
นอกจากนี้ สำหรับครอบครัวที่มีผู้ป่วยต้อหิน ควรให้ความสำคัญกับการมาพบแพทย์ตามนัดและใช้ยาตามแผนการรักษาอย่างเคร่งครัด ห้ามหยุดหยอดยาเองเพราะจะทำให้ความดันตาพุ่งสูงขึ้นจนทำลายเส้นประสาทตาได้ ส่วนบุคคลทั่วไปแม้ไม่มีอาการก็ควรตรวจตาอย่างน้อยปีละครั้ง หากพบสัญญาณเตือน เช่น ปวดศีรษะบ่อย ตามัว ตาแดง หรือเห็นภาพซ้อน ควรรีบพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจหาต้อหินแฝงทันที
โรคต้อหินแม้จะเป็นภัยเงียบที่น่ากลัว แต่หากเรามีความเข้าใจที่ถูกต้องและหมั่นตรวจสอบสุขภาพดวงตาอย่างสม่ำเสมอ ก็จะสามารถรักษาการมองเห็นให้คงอยู่ได้ยาวนานที่สุด การป้องกันและรู้เท่าทันคือหนทางที่ดีที่สุดก่อนที่จะสายเกินแก้
