svasdssvasds
เนชั่นทีวี

Feature & Lifestyle

เปิดสถิติช็อกปี 68! ไข้หวัดใหญ่คร่าชีวิตนับร้อย ป่วยทะลุ 1.1 ล้านราย เตือนหนาวนี้ให้ระวัง

05 ม.ค. 2569

กรมควบคุมโรคเผยตัวเลขสุดน่ากลัว! ตลอดปี 2568 พบผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่พุ่งสูงกว่า 1.1 ล้านคน เสียชีวิตสะสม 125 ราย อธิบดีฯ ย้ำไข้หวัดใหญ่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ อาการรุนแรงกว่าหวัดธรรมดาหลายเท่า เตือน 7 กลุ่มเสี่ยงรีบฉีดวัคซีนป้องกันด่วน

กรมควบคุมโรคเผยตัวเลขสุดน่ากลัว! ตลอดปี 2568 พบผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่พุ่งสูงกว่า 1.1 ล้านคน เสียชีวิตสะสม 125 ราย อธิบดีฯ ย้ำไข้หวัดใหญ่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ อาการรุนแรงกว่าหวัดธรรมดาหลายเท่า เตือน 7 กลุ่มเสี่ยงรีบฉีดวัคซีนป้องกันด่วน

KEY

POINTS

  • กรมควบคุมโรคเปิดเผยสถิติปี 2568 พบผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สะสมสูงถึง 1,183,823 ราย และมีผู้เสียชีวิต 125 ราย
  • กลุ่มเด็กอายุ 5-9 ปี เป็นกลุ่มที่มีอัตราการป่วยสูงสุด รองลงมาคือกลุ่มเด็กเล็ก ซึ่งชี้ว่าโรงเรียนเป็นพื้นที่เสี่ยงสำคัญ
  • สาเหตุการเสียชีวิตส่วนใหญ่เกิดจากภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ปอดอักเสบ จึงแนะนำให้ประชาชนโดยเฉพาะ 7 กลุ่มเสี่ยงเข้ารับการฉีดวัคซีน
  • เตือนให้ประชาชนป้องกันตนเองในฤดูหนาวด้วยการสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อยๆ และหยุดพักรักษาตัวที่บ้านเมื่อมีอาการป่วย

แม้ว่าโลกจะผ่านพ้นวิกฤตโรคระบาดครั้งใหญ่มาได้ไม่นาน แต่ภัยเงียบที่มากับฤดูกาลอย่าง "โรคไข้หวัดใหญ่" กลับทวีความรุนแรงขึ้นอย่างน่าใจหาย ข้อมูลล่าสุดจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ณ วันที่ 5 มกราคม 2569 ได้เผยตัวเลขสรุปสถานการณ์ตลอดปี 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความน่ากลัวของโรคนี้ที่คนไทยไม่ควรประมาท โดยพบผู้ป่วยสะสมรวมทั้งประเทศสูงถึง 1,183,823 ราย และมีรายงานผู้เสียชีวิตสะสมถึง 125 ราย

นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ระบุว่าอัตราการป่วยตายแม้จะอยู่ที่ร้อยละ 0.01 แต่สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ "ความเร็วในการแพร่ระบาด" โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเล็กและเยาวชน สถิติพบว่ากลุ่มอายุที่มีอัตราป่วยสูงสุดคือเด็กวัย 5-9 ปี รองลงมาคือ 0-4 ปี และ 10-14 ปี ตามลำดับ ซึ่งหมายความว่าโรงเรียนและสถานศึกษาคือพื้นที่เสี่ยงสำคัญของการระบาดเป็นกลุ่มก้อนที่มักถูกมองข้ามในช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลง

ไข้หวัดใหญ่ VS ไข้หวัดธรรมดา: เส้นแบ่งระหว่างอาการเบาและความตาย

ความน่ากลัวของไข้หวัดใหญ่คือการที่ประชาชนมักสับสนกับ "ไข้หวัดธรรมดา" จนทำให้การรักษาล่าช้า นายแพทย์มณเฑียรได้เน้นย้ำถึงความแตกต่างอย่างชัดเจนว่า โรคไข้หวัดใหญ่คือการติดเชื้อไวรัสระบบทางเดินหายใจแบบเฉียบพลันที่มีอาการรุนแรงกว่ามาก ผู้ป่วยจะมีไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะอย่างรุนแรง ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อจนลุกไม่ไหว มีอาการอ่อนเพลีย ไอ และเจ็บคอ

ในขณะที่ไข้หวัดทั่วไปจะมีอาการเพียงน้ำมูกไหล ไอเล็กน้อย ไข้ไม่สูง และหายได้เองภายในไม่กี่วัน แต่สำหรับไข้หวัดใหญ่ หากเกิดขึ้นในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำหรือกลุ่มเสี่ยง ไวรัสอาจลุกลามจนเกิดภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายถึงชีวิต เช่น "ปอดอักเสบ" ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตในปี 68 พุ่งสูงเกินร้อยคน ดังนั้นหากมีอาการไข้สูงเกิน 2-3 วันแล้วไม่ดีขึ้น ควรรีบพบแพทย์ทันทีโดยไม่ต้องรอ

เจาะลึก 7 กลุ่มเสี่ยง: ใครบ้างที่ต้องรีบติดอาวุธด้วย "วัคซีน"

จากการติดตามสถานการณ์พบว่าเชื้อไข้หวัดใหญ่ติดต่อได้ง่ายผ่านทางอากาศจากการไอ จาม หรือพูดคุยในพื้นที่ปิดที่มีคนหนาแน่น รวมถึงการสัมผัสพื้นผิวที่ปนเปื้อนเชื้อแล้วนำมาจับหน้า จมูก หรือปาก กรมควบคุมโรคจึงขอความร่วมมือประชาชน โดยเฉพาะ 7 กลุ่มเสี่ยง ให้เข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปีเพื่อลดความรุนแรงของโรค ได้แก่

  1. เด็กอายุ 6 เดือน ถึง 2 ปี
  2. ผู้สูงอายุที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป
  3. ผู้พิการทางสมองที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้
  4. ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง 7 กลุ่มโรค (ปอดอุดกั้นเรื้อรัง, หอบหืด, หัวใจ, หลอดเลือดสมอง, ไตวาย, มะเร็งที่รับเคมีบำบัด และเบาหวาน)
  5. ผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียและผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง
  6. ผู้ป่วยโรคอ้วน (น้ำหนัก > 100 กก. หรือ BMI > 35)
  7. หญิงตั้งครรภ์อายุครรภ์ 4 เดือนขึ้นไป

แนวทางป้องกันตนเองในฤดูหนาว 2569

เพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยตัวเลขล้านคนในปีที่ผ่านมา กรมควบคุมโรคแนะนำให้ประชาชนยกระดับการป้องกันตนเองด้วยการสวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในที่ชุมชน ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ และหากเริ่มมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ ควรหยุดพักรักษาตัวที่บ้านอย่างน้อย 3-7 วัน เพื่อลดการกระจายเชื้อสู่สังคม หากพบอาการหายใจหอบเหนื่อย หรือซึมลง ต้องรีบไปโรงพยาบาลโดยด่วนที่สุด

สถิติผู้ป่วยล้านรายและผู้เสียชีวิตนับร้อยในปี 68 คือบทเรียนสำคัญที่บอกเราว่า "ไข้หวัดใหญ่" ไม่ใช่แค่ไข้หวัดธรรมดา แต่คือภัยคุกคามสุขภาพระดับประเทศที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการเฝ้าระวังและป้องกันอย่างเข้มงวด