ย้อนกลับไปใน วันที่เปี่ยมสุขที่สุดในชีวิต พี่บอยจะนึกถึงช่วงเวลาไหน ?
บอย ถกลเกียรติ : อาจจะก่อนที่จะประมูลช่องทีวีด้วยซ้ำ ตอนนั้นผมดูแล บริษัท เอ็กแซ็กท์ (Exact) และบริษัทซีเนริโอ (Scenario) ณ ตอนนั้นผมคิดว่าเราก็มีความสุขกับการผลิตคอนเทนส์ ทำละคร ทำซีรีส์ ทำละครเวที ทำซิทคอม ทำคอนเสิร์ต เราสนุกอ่ะ พอมันเกิดดิจิตอลดิสรัปชั่นขึ้น ตรงนี้มันก็กลายเป็นโอ๊ยตายแล้วฝุ่นตลบ อันนั้นเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญมากในชีวิต มันเป็นจังหวะการตัดสินใจที่มันหนักมากนะ ก็มีการพูดคุยกับทาง GMM ผมบอกว่ามันต้องลงแล้วครับ ไม่งั้นตกรถไฟนะ มันเสี่ยงมากนะ มันลงทุนสูงมากนะ ทางแกรมมี่ก็ยังมีความกล้าๆกลัวๆ จนมีคำถามที่แบบมาร่วมลงทุนกันไหมล่ะ ผมก็บอกเอา แต่ว่ามันก็ลงทุนสูงจริงๆนะ มันก็ต้องกู้หนี้ยืมสินนะ ต้องไปกู้แบงค์นะ มีผู้ใหญ่ที่เป็นทางการเงินเขาก็บอกว่าคุณแน่ในเหรอ นี่มัน Your life saving ผมก็ตัดสินใจหนักมากตอนนั้น คือการที่เราเป็น Production Company มีทีมงานเต็มไปหมดเลย แล้วเรามีความเชื่อว่าเราลงทุนแล้วมันจะดี แต่โอกาสมันก็ไม่ได้เยอะ ณ ตอนนั้น แต่ถ้าเราไม่ลงทุนมันจะเกิดอะไรขึ้น เราจะไปต่อในวงการนี้ได้ไหม ไม่ใช่แค่เราลูกน้องอีกทั้งไม่รู้เท่าไหร่ ผมมีออฟชั่นอยู่ 2 ออฟชั่น ผมลงทุนแล้วก็ไปกันต่อ กับอีกออฟชั่นหนึ่งก็คือแยกย้ายดีใจที่รู้จักกัน เพราะมันไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้น ผมก็เลยเลือกออฟชั่นที่ว่ามาทำกันต่อ มาอยู่ด้วยกัน
พี่บอยทำไมเสียน้ำตาเวลาพูดถึงเรื่องนี้ ?
บอย ถกลเกียรติ : มันคือเงินเก็บทั้งชีวิต
พูดถึงเรื่องของทีมในการทำงาน โดยเฉพาะเรื่องของอารมณ์พี่ มันปรับไปเยอะมาก อยากให้พูดถึงอารมณ์ของมนุษย์ในการทำงาน
บอย ถกลเกียรติ : นิ่งมากขึ้นนะ แต่ถามว่ามันมีระเบิดลงอยู่ประปรายบ้างไหมก็คงมีบ้าง มันเป็นปกติอยู่แล้ว แต่คงไม่ได้บ่อยเท่าเมื่อก่อน เป็นคนพูดเสียงดังด้วยไง คนบางทีก็จะกลัว อย่างเช่น บอกไปแล้ว คุยไปแล้วไม่ใช่เหรอ ทำไมไม่มีอะไรกลับมา อันนี้เป็นอะไรที่น่ารำคาญมาก ตกลงกันแล้ว ทำไมต้องมาตอบกันอีก
ที่มา Woody FM