โดยช่วงเช้า ทางเครือข่ายศิลปินและภาคประชาสังคมด้านศิลปวัฒนธรรม ได้รวมตัวกันประมาณ 20 คน เดินทางมายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อขอคัดค้านที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ให้สัมภาษณ์ว่า จะมายึดหอศิลปฯ เพื่อนำไปดำเนินการเอง ซึ่งทางเครือข่ายศิลปินฯ ต้องการให้หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ได้บริหารกิจการโดยมูลนิธิหอศิลปฯ ต่อไปซึ่งในวันเดียวกันนั้น ทาง กทม.ก็มีการประชุมและสรุปผลในเรื่องนี้พอดี โดยผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พลตำรวจเอกอัศวิน ขวัญเมือง ได้แถลงต่อสื่อมวลชน หลังจากใช้เวลาเกือบ 4 ชั่วโมงในการประชุมร่วมกับผู้บริหาร โดยบอกว่า ก่อนหน้านี้ได้เผยแพร่ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊คแล้วว่า "ถ้าประชาชนไม่เห็นด้วย กทม.จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว" จึงได้แจ้งที่ประชุมว่า เมื่อประชาชนไม่เห็นด้วย กทม.ก็พร้อมยุติ ซึ่งตอนนี้ก็ได้ยุติแล้ว ส่วนอนาคตจะเข้าไปบริหารหอศิลป์ฯหรือไม่ ต้องรอดูหลังจาก MOU ความร่วมมือระหว่างกรุงเทพมหานครกับมูลนิธิหอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร จะสิ้นสุดในปี 2564 ถึงตอนนั้นก็ค่อยมาว่ากัน ซึ่งตัวเขาอาจจะไม่ได้อยู่เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครแล้วโดยเรื่องทั้งหมด เริ่มจากการให้สัมภาษณ์ของผู้ว่าการกรุงเทพมหานคร ว่าจะยึดคืนหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เพื่อมาบริหารจัดการเอง โดยอ้างสาเหตุเพราะการบริหารงานของมูลนิธิหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครนั้นบกพร่อง เก้าอี้ไม่เพียงพอ ยังขาดทุนกว่าปีละ 80 ล้านบาท และยังอ้างถึงการท้วงติงจากสภากรุงเทพมหานครเรื่องการบริหารหอศิลปฯ รวมถึงบอกว่า ถ้าไม่ให้คืน ก็จะไม่ให้งบประมาณ แต่ในที่สุด เรื่องก็จบลงด้วยดีแล้ว เมื่อผู้ว่ากทม.ยืนยันว่า จะไม่มีการยึดคืนหอศิลป์ฯหากประชาชนไม่เห็นด้วย