ในเทศกาลเฉลิมฉลองวันตรุษจีนของชาวปากน้ำโพ หลังวันถือหรือวันเที่ยว ซึ่งตรงกับปีใหม่จีน ปีนี้ตรงกับวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ภายในตัวเมืองนครสวรรค์ จะเงียบสงบเป็นพิเศษ แต่หลังจากนั้นอีกสามวัน พิธีอันยิ่งใหญ่ที่สืบสานกันมานาน 100ปี ที่เกิดจากพลังศรัทธาของชาวปากน้ำโพ ก็เริ่มต้นขึ้น ในวันซิวซา หลังตะวันตกดิน ขบวนแห่ประเพณีตรุษจีน เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ปากน้ำโพ ร่วม 20 ขบวน ก็จะออกตระเวณไปตามท้องถนนสายหลักในตัวเมือง ให้ชาวปากน้ำโพมีโอกาสเฉลิมฉลองร่วมกัน อีกทั้งยังแสดงให้นักท่องเที่ยวจากต่างถิ่นต่างเมือง ได้เห็นประเพณีอันสำคัญที่เป็นมรดกตกทอดจากบรรพบุรุษ มาสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน ที่ยังรักษาความศรัทธา สวยงามตระการตาเอาไว้อวดสายตาชาวโลกต่อไป
ขบวนแห่กลางคืนในประเพณีตรุษจีนปากน้ำโพ ทั้ง 20 ขบวน ประกอบด้วย ขบวนธงมิตรภาพไทย-จีนบวนนี้ ห้างร้าน และส่วนราชการในจังหวัดนครสวรรค์ นำสาวงามและชายหนุ่มแต่งกายในชุดจีน ถือธงป้ายผ้านำขบวนไปตามถนนสายต่างๆ
ขบวนถัดมา เป็นวงโยวาทิตนำโดยเหล่าดรัมเมเยอร์ และนักดนตรีทั้งเครื่องเคาะ เคร่ืองเป่า รวมแล้วกว่า 70 ชีวิต จากโรงเรียนนครสวรรค์ ส่วนอีกขบวนมาจากมหาวิทยาลัยเจ้าพระยา
ขบวนต่อมาคือขบวน 100 สิงโตมงคล ขบวนนี้จัดขึ้นเป็นปีแรกในวาระครบ 100 ปีโดยมีการจัดสร้างสิงโตมงคลขึ้นมาใหม่เป็นจำนวน 100 หัว เพื่อร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนครั้งนี้ด้วย ที่สำคัญขบวนสิงโตมงคล ทั้ง 100 หัวนี้ ได้ทำพิธีเปิดตาไปเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ตามความเชื่อดั้งเดิมที่ว่า สิงโตหัวใหม่ เปรียบเสมือนของศักดิ์สิทธิ์ที่ได้รับมาจากสวรรค์ ก่อนนำไปเชิด ทำพิธีบูชาเจ้าพ่อกวนอู ตามด้วยพรมน้ำมนต์ที่นำมาจาก 9 วัดในนครสวรรค์
ขบวนวัฒนธรรมที่สวยงามอีกบวนหนึ่งในันซิวซา ก็คือขบวนเด็กรำถ้วยเป็นศิลปะการร่ายรำของชาวจีนไหหลำที่มีการอนุรักษ์ไว้แห่งเดียวในประเทศไทยเลยก็ว่าได้ การแสดงชุดนี้ใช้นักแสดงเด็กผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันแสดงตลอดทั้งเส้นทางร่วม 40 คนเลยทีเดียวค่ะ
และที่สวยงามตระการตามากๆอีกขบวนนึงก็คือ ขบวนรถนางฟ้า ซึ่งมีทั้งหมด 4 ขบวนด้วนกัน นอกจากเหล่าสาวงามที่แต่งกายในชุดเทพธิดาจากสรวงสวรรค์จะมาแสดงศิลปะการร่ายรำแบบจีนโบราณแล้ว ขบวนรถยังมีการตกแต่งอย่างสวยงามด้วยการประดับไฟและลวดลายอ่อนช้อย โดยขบวนรถนางฟ้าทั้งสี่ มาจากโรงเรียนลาซาล โชติรวี, โรงเรียนโพฒิสารศึกษา, มหาวิทยาลัยราชภัฎ นครสวรรค์ และมหาวิทยาลัยเจ้าพระยา
มาถึงขบวนรถสำคัญ ก็คือขบวนองค์สมมติเจ้าแม่กวนอิม ที่งดงามตั้งแต่การตกแต่งพาหนะด้วยรูปดอกบัว โดยผู้แสดงเป็นองค์สมมติเจ้าแม่กวนอิม ปีนี้ ได้แก่ นางสาว สุชา โฉมศรี อายุ 23 ชื่อเล่น แก้ว จบการศึกษาปริญญาตรี เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปัจจุบันรับราชการตำแหน่งนิติกรชำนาญการ สำนักงบประมาณ สำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้ผ่านพิธีการเสี่ยงทายโดย ปั๊วะปวย จากเจ้าพ่อเจ้าแม่ปากน้ำโพ ซึ่งคัดเลือกโดยคณะกรรมการจัดงาน ด้วยการคัดจาก หญิงสาว พรหมจรรย์ ที่ถือศิลกินเจและมีลักษณะที่ดีพร้อม
มาถึงขบวนสำคัญขิงงานนั่นก็คือขบวนสิงโตนำโดนขบวนแห่สิงโตทองฮากกา หรือมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สิงโตจีนแคะ เป็นศิลปะการแสดงที่นิยมอย่างแพร่หลายในหมู่ชาวฮากกาที่อยู่ในประเทศจีน คำว่าฮากกา ปลกว่าแขก หรือผู้มาเยือน ตามความเชื่อดั้งเดิมนั้นมีอยู่ว่า หากมีการจัดงานเฉลิมฉลอง ด้วยการแห่ขบวนสิงโตฮากกาไปทั่วเมือง จะช่วยปัดเป่าเหตุเพทภัยสิ่งชั่วร้ายต่างๆ ใก้หมดสิ้นไป ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล ข้าวปลาอาหาร อุดมสมบูรณ์ ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุขปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ โดยสิงโตทาองฮากกาที่นี่ เป็นสิงโตจำลองมาจากสิงโตจริงไม่มีเขา ที่คอจะมีขนคอยาวเหมือนสิงโตตัวผู้ รูปหน้าทำขึ้นเป็นเป็นศิลปพื้นบ้านโบราณ
ตามด้วยขบวนสิงโตปักกิ่ง สิงโตปักกิ่ง เป็นศิลปะการเล่นสิงโตของจีนภาคเหนือ เป็นสิงโตพ่อ แม่ ลูก 4 ตัว เต้นหยอกล้อลูกแก้ว มีลีลาสวยงามน่ารัก ท่าที่แสดงออกเป็นไปอย่างสนุกสนาน และร่าเริง ผู้ที่ชมการแสดงอย่างใกล้ชิดอาจได้ร่วมกันรับความรู้สึกจากการแสดงโดยตรงเมื่อสิงโตปักกิ่งมาคลอเคลียด้วย โดยขบวนสิงโตปักกิ่งนครสวรรค์ถือกำเนิดขึ้นมาตั้งแค่ปี 2519 หลังจากที่ หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการจีดงานในยุคนั้นได้ชมการแสดงสิงโตปักกิ่งของคณะกายกรรมกวางเจา จึงมีความคิดนำร่วมในชบวนแห่งตรุษจีนด้วบ ปัจจุบันคณะสิงโตปักกิ่ง นครสวรรค์มีนักแสดงทั้งหมด 60 คน
มาถึงขบวนสำคัญอันเป็นเอกลักษณ์ชาวปากน้ำโพ นั่นก็คือขบวนมังกรทอง โดยคณะมังกรทองเจ้าพ่อ-เจ้าแม่ปากน้ำโพ ถือกำเนิดขึ้น และเป็นคณะแรกของประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ.2506 โดยมังกรทองของชาวจีน เป็นสัญลักษณ์แห่งโชคลาภ แสดงถึงความมีอำนาจ ความอุดมสมบูรณ์ ความเจริญรุ่งเรือง ความมีภูมิปัญญา และความดีงาม ดังนั้นจึงถือเป็นสัตว์ที่เป็นมงคล ถ้าได้พบเห็น หรือเยี่ยมกรายผ่านบ้านใคร ถือได้ว่าเหมือนได้รับพรจากมังกร ซึ่งมังกรทองคณะนี้ มีลีลาการเชิดที่เข้มแข็ง สง่างาม โดยเฉพาะในเวลากลางคืนมีไฟประดังแพรวพราวไปทั้งตัว ด้วยลำตัวที่ยาว 52 เมตร ใช้ผู้เชิด 180 คน รูปแบบการแสดงนอกจากจะมีการเชิดมังกรในท่าต่างๆแล้ว ยังมีการแสดงมังกรขึ้นเสา มังกรพ่นไฟ มังกรพ่นน้ำ และการแสดงมังกรเล่นน้ำที่แม่น้ำเจ้าพระยา ด้วย
ขบวนเสือไหหลำ ขบวนนี้ เกิดขึ้นมาเมื่อครั้งชาวจีนไหหลำได้อพยพเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารที่ชุมชนปากน้ำโพจังหวัดนครสวรรค์ จึงได้นำเอาวัฒนธรรมประเพณีการเชิดเสือเข้ามาเผยแพร่ให้ลูกหลานชนรุ่นหลังได้สืบทอดการเชิดจนแพร่หลาย ซึ่งตามความเชื่อถือของชาวจีนไหหลำ เสือเป็นสัญลักษณ์ของ เทพเจ้าบ้วนเถ่ากง หรือที่ชาวไทยรู้จักกันดี คือ เจ้าพ่อเทพารักษ์ เป็นเสมือนสัตว์ที่คอยเบิกทางก่อนที่เทพเจ้าบ้วนเถ่ากงจะเสด็จ คอยปกป้องภยันตรายสิ่งไม่ดีไม่งามมาย่างกราย ดังนั้นชาวไหหลำซึ่งนับถือเทพเจ้าบ้วนเถ่ากง จึงนำเสือมาเป็นสัญลักษณ์ใช้เชิดในเทศกาลและงานพิธีมงคลต่างๆ เพื่อให้ตนเองและครอบครัวประสบแต่โชคดี และนำมาซึ่งความเป็นสิริมงคล
ขบวนสิงโตกว๋องสิว หรือสิงโตกวางตุ้ง เป็นขบวนสิงโตที่นิยมเชิดกันมากที่สุดเพราะมีสีสันและลวดลายสวยงาม ปรากฎให้เห็นตามงานวัดและงานมงคลของไทย-จีน สิงโตกวางตุ้งประกอบด้วยสัตว์ 3 ชนิด คือ แรด เพราะมีนอที่หน้าผากเหมือนแรด ม้าเนื่องจากมีลำตัวเหมือนม้า และ สุนัขเพราะมีอากัปกิริยาเหมือนสุนัข มีคนคอยติดตามคือแป๊ะยิ้มในมือถือพัดที่ทำมาจากใบตาล คู่กับยายซิ้มที่ในมือถือตะกร้าใส่ดอกเบ็ญจมาศ และจี้กงเป็นคนเมามีหน้าตาสกปรกมอมแมมในมือถือขวดน้ำเต่ใส่หล้า การเชิดสิงโตกว๋องสิวของนครสวรรค์ มีท่าเต้นสนุกสนาน เช่น สิงโตตื่นนอน สิงโตกินผัก สิงโตกินส้ม สิงโตเล่นพรหมสี่หน้า สิงโตกินมะพร้าว สิงโตขึ้นเขา สิงโตปีนเสา ทุกท่วงท่ามีลีลาการเต้นที่งดงาม มีความกลมกลืน สิงโตกว๋องสิวของนครสวรรค์ ถือว่ามีชื่อเสียงทมี่สุดในประเทศเพราะได้รับรางวัลจากการแข่งขันเชิดสิงโตมาแล้วมากมาย
ถัดจากขบวนสิงโตเป็นขบวนล่อโก้ว ซึ่งเป็นการแสดงดนตรีจีนที่ใช้ในขบวนแก่ในงานมงคลต่างๆ คล้ายกับขบวนแตรวงหรือกลองาวของไทยนั่นเองและปิดท้ายด้วยขบวนเอ็งกอ - พะบู้ การแสดง เอ็งกอ-พ๊ะบู๊เป็นการละเล่นที่แบ่งเป็นสองอย่าง เอ็งกอ การแสดงศิลปะการต่อสู้ด้วยมือเปล่า ไม้พลอง มีด นักแสดงต้องแต่งหน้าอำพรางตน มีการเขียนลวดลายบนหน้าตาให้ดูน่าเกรงขาม เหมือนกับการสวมหัวโขนของไทย ในการแสดงไม่ว่าขบวนแห่เอ็งกอจะผ่านไปทางไหนจะสร้างความตื่นเต้น และความประทับใจในการแสดงนี้ไปทั่ว อันเกิดจากความเร้าใจจากเสียงตีไม้คู่ของขบวนผู้แสดงที่วิ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว ส่วน พ๊ะบู๊ เป็นการแสดงการต่อสู้ด้วยอาวุธจีนโบราณ มักจะเป็นขบวนคู่แฝดของเอ็งกอในการแห่เจ้า ขบวนเอ็งกอ - พ๊ะบู๊ ของนครสวรรค์ เป็นการประยุกต์มาจากตำนาน "ผู้ยิ่งใหญ่แห่งเขาเหลียงซาน" อันโด่งดัง ริเริ่มแสดงครั้งแรกโดยนาย คอซัว แซ่เตีย เมื่อ พ.ศ. 2490 และได้รับความนิยมเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน