ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่างถึง กรณีคณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. ยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.5% ระบุว่า การพิจารณาของ กนง. มาจาก 3 ปัจจัย คือ การเติบโตทางเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ และเสถียรภาพทางการเงิน ซึ่งการเติบโตทางเศรษฐกิจเริ่มเข้าสู่ศักยภาพ แต่เห็นสัญญาณความเสี่ยงด้านต่ำ หลังจีดีพีไตรมาส 2 มีการลงทุนของภาคเอกชนที่ต่ำกว่าคาดการณ์ไว้มาก ขณะที่อัตราเงินเฟ้อ เริ่มกลับเข้าสู่กรอบล่าง 1-3% และยังไม่เห็นสัญญาณเกิดภาวะเงินฟืด แต่สิ่งที่กังวล คือเรื่องเสถียรภาพทางการเงิน โดยเฉพาะกรณีที่สถาบันการเงินมีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากกว่าความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจริง แต่ยังไม่ถึงขั้นเกิดภาวะตึงตัวในระบบการเงิน
ดังนั้นธนาคารแห่งประเทศไทย จะดูพัฒนาการในระยะต่อไป แต่ก็พร้อมปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินให้มีความเหมาะสมตามสภาวะที่เปลี่ยนแปลงไป หากสินเชื่อตึงตัวมากกว่าที่ควรจะเป็น
” เราโอเพ่นมากขึ้นในการปรับเปลี่ยนนโยบายดอกเบี้ยต่างๆ ตามสภาวะที่เปลี่ยนแปลงไป หากความเชื่อมโยงทางการเงินที่ตึงตัวจนกระทบต่อเครดิตคลอลิตี้แรงกว่าควรก็พร้อมปรับเปลี่ยนนโยบายให้สอดคล้องซึ่งในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. ที่มีการคุยกันอยากให้สะท้อนออกไปว่า กนง. มีโอกาสที่จะปรับลดดอกเบี้ย เพราะว่า แต่พอมีการพูดเรื่องเสถียรภาพทางการเงินเยอะ ทำให้คนตีความตรงนั้น ซึ่งไม่ได้สะท้อนถึงความคิดของ กนง.”
ส่วนกรณีที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เสนอแนวทางการพิจารณาลดเงินจ่ายเข้ากองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน หรือ FIDF ลงครึ่งหนึ่ง จาก 0.47% เหลือ 0.23% นั้น ผู้ว่า ธปท. ระบุเพียงว่ายังเร็วไปที่จะให้คำตอบ