อุตสาหกรรมพัฒนาที่อยู่อาศัย แนวโน้มการปรับขึ้นค่าแรงสู่ระดับ 400 บาทต่อวัน ย่อมส่งผลเชิงลบต่อต้นทุนการพัฒนาโครงการของผู้ประกอบการที่อยู่อาศัยทุกราย โดยหากพิจารณาโครงสร้างต้นทุนสัดส่วนหลัก 30-40% มาจากต้นทุนที่ดิน ตามด้วยต้นทุนก่อสร้างและแรงงาน 40-50% ที่เหลือเป็นงานโครงสร้างและอื่น ๆ ภายใต้ การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ และปัจจัยอื่นไม่มีการเปลี่ยนแปลง
อย่างไรก็ตาม หากอิงจากข้อมูลของ ผู้ประกอบการบางรายประเมินต้นทุนการพัฒนาจะเพิ่มขึ้น 10% ย่อมกระทบต่อ ประสิทธิภาพทำกำไร แต่เชื่อว่าผู้ประกอบการจะสามารถจัดการกับการเปลี่ยนแปลง ดังกล่าวได้ ผ่านการส่งผ่านไปยังราคาขายตามต้นทุนใหม่ ซึ่งหมายถึงราคาขายอาจ ต้องปรับขึ้น 5-10% เพื่อรักษามาร์จิ้นไว้ รวมถึงบริหารจัดการต้นทุนอื่น เช่น ใช้ ประโยชน์จากระบบ PRECAST ในการก่อสร้างมากขึ้นเพื่อลดแรงงานคน, ปรับ รูปแบบสินค้า เปลี่ยนวัสดุ ลดขนาดบ้าน ฯลฯ เพื่อไม่ให้กระทบต่อมาร์จิ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ทั้งนี้จากการศึกษาข้อมูลเรื่องประสิทธิภาพทำกำไรตลอดช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา (ปี 2551-2565) พบว่า ผู้ประกอบการยังสามารถรักษา GROSS MARGIN (GP) ใน กรอบ 31-35% และ NORM PROFIT MARGIN กรอบ 12-15% แม้เผชิญกับวัฏจักร เรื่องต้นทุนก่อสร้างและแรงงานที่ปรับขึ้นก็ตาม (ยกเว้นปี 2563 ที่ได้รับผลกระทบจาก โควิด และส่วนใหญ่เน้นขายสต๊อกพร้อมลดราคา ทำให้ GP ปีดังกล่าวลงมาอยู่ที่ 31- 32% ก่อนเห็นการฟื้นตัวขึ้นในปีถัดไป)
ฝ่ายวิจัยประเมินประเด็นการขึ้นค่าจ้างข้างต้น ยังไม่น่ากังวลเท่าปัญหาอื่น โดยเฉพาะเศรษฐกิจไทยที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มกำลัง ดอกเบี้ย ไทยระดับสูง และการเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของแบงค์ ที่เข้ามากระทบต่อกำลังซื้อ และมีผลเชิงลบต่อยอดขายและโอนฯ ซึ่งมีน้ำหนักกดดันต่อการทำกำไรมากกว่า ประเด็นเรื่องค่าแรง
อุตสาหกรรมท่องเที่ยวและสนามบิน : อิงข้อมูลปี 2566
อุตสาหกรรมเช่าซื้อ ฝ่ายวิจัยมองสัดส่วนพนักงานที่มีค่าแรงขั้นต่ำไม่สูง ในทางตรง ข้ามคาดหวังแรงส่งจากการขึ้นค่าแรง หนุนกำลังซื้อในประเทศดีขึ้น บวกต่อทั้งการ ได้รับวงเงินสินเชื่อและความสามารถในการชำระหนี้ เลือก MTC (FV@ B51) > TIDLOR(FV@B26) > SAWAD ([email protected]) รวมทั้งกลุ่มบัตรเครดิต อย่าง AEONTS
อุตสาหกรรมพลังงานและปิโตรเคมี ภาพรวมธุรกิจในอุตสาหกรรมพลังงานไม่ได้อิง กับการใช้แรงงาน โดยโครงสร้างต้นทุนส่วนใหญ่จะอิงกับราคาพลังงาน, ค่าเสื่อม ราคา เป็นหลัก ในขณะที่ค่าใช้จ่ายพนักงาน (SG&A) ส่วนใหญ่จะเป็นการจ่ายใน รูปแบบของเงินเดือน, โบนัส ดังนั้นการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจึงไม่ได้ส่งผลผลกระทบ โดยตรงอย่างมีนัยฯ ต่อโครงสร้างต้นทุน หรือผลการดำเนินงานบริษัทในกลุ่มนี้
อุตสาหกรรมค้าปลีก คาดได้รับผลกระทบจากการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 400 บาทต่อ เดือน แต่หากพิจารณาเฉพาะหุ้นกลุ่มพาณิชย์ที่เราศึกษา ส่วนใหญ่จะได้รับ ผลกระทบไม่มากนัก เพราะพนักงานที่ได้รับค่าแรงขั้นต่ำมีสัดส่วนน้อยเมื่อเทียบกับ จำนวนพนักงานทั้งหมด (มีสัดส่วน 10% - 20%) โดยค่าใช้จ่ายที่จะเพิ่มขึ้นจากการ ปรับขึ้นค่าแรงจะมีสัดส่วนต่ำกว่า 0.5% ของยอดขายของแต่ละราย นอกจากนี้คาด ผลจากค่าแรงที่สูงขึ้นจะชดเชยได้บางส่วนจากยอดขายที่จะเพิ่มขึ้นในระยะถัดไป ตาม กำลังซื้อที่มีมากขึ้น
อุตสาหกรรมสื่อสาร ผลกระทบต่อการดำเนินงานของหุ้นในกลุ่ม ICT มีน้อยมาก หากมีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ เพราะพนักงานส่วนใหญ่จะได้รับ ผลตอบแทนที่สูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำอยู่แล้ว นอกจากนี้ยังเป็นอุตสาหกรรมที่มีการใช้ งาน AI ช่วยในการดำเนินงานแทนพนักงานระดับต้นด้วย (เช่นงาน CALL CENTER ของบริษัทที่ให้บริการโทรศัพท์มือถือ)
อุตสาหกรรมเครื่องดื่ม คาดได้รับผลกระทบจากการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเล็กน้อย เนื่องจากพนักงานส่วนใหญ่ได้รับค่าตอบแทนที่สูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำอยู่ แล้ว อีกทั้งยังมีการใช้งานเครื่องจักรอัตโนมัติในโรงงาน ซึ่งช่วยในการดำเนินงานแทน พนัก งานระดับต้นอีก
อุตสาหกรรมการแพทย์ หากดูโครงสร้างต้นทุน ค่าธรรมเนียมแพทย์ ต้นทุนยา มี สัดส่วนเกือบ 70% ดังนั้นการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำกระทบต่อกลุ่มโรงพยาบาลจำกัด เพราะบุคคลากรทางการแพทย์ได้รับค่าตอบแทนสูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำอยู่แล้ว มอง ในทางตรงกันข้ามการขึ้นค่าแรงจะส่งผลเชิงบวกทางอ้อมจากความสามารถในการ บริโภคที่เพิ่มขึ้น
สำหรับประเด็นการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 400บาทต่อวัน หากเกิดขึ้นจริง คาดผลกระทบใน แต่ะละอุตสาหกรรมแตกต่างกันออกไป แต่อยู่ในวงจำกัด(ไม่มีนัยฯมากนัก) ดังนั้นหาก ราคาหุ้นตอบสนองต่อประเด็นนี้มากเกินไป ถือเป็นโอกาสในการสะสมหุ้นพื้นฐาน แข็งแกร่ง
ขณะที่บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) ระบุว่า การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาท เป็นผลบวกต่อกลุ่มค้าปลีก-กลุ่ม ICT แต่เป็นผลลบต่อกลุ่มรับเหมาฯ ยานยนต์ วัสดุก่อสร้าง
โดยจากการศึกษาผลกระทบการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำปี 67 กับประมาณการกำไรปี 67 บนสมมติฐานขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาททั่วประเทศเริ่ม 1 ต.ค. 67 พบว่ากลุ่มที่ได้ประโยชน์ คือกลุ่มค้าปลีกที่จะสร้าง Upside ต่อประมาณการกำไรปี 67 เฉลี่ย 0.8% และกลุ่ม ICT เป็นบวก 0.4%
ขณะที่กระทบต่อประมาณการกำไรกลุ่มรับเหมาปี 67 เฉลี่ยลดลง -0.3% กลุ่มบรรจุภัณฑ์ -0.9% กลุ่มยานยนต์ -0.5% กลุ่มวัสดุก่อสร้าง -0.5% แต่เชื่อผู้ประกอบการจะทยอยปรับตัวทำให้ผลกระทบจะน้อยกว่า
ด้านกลยุทธ์การลงทุนแนะหุ้นได้ประโยชน์จากปรับขึ้นค่าแรง ชอบ ADVANC (บมจ. แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส) จากการขยายตัวของ ARPU ขณะที่ระยะสั้นได้แรงหนุนจากโอกาสปรับประมาณการกำไรขึ้น หลังงบ 1Q67 ออกมาดีกว่าคาด 20% และ OSP ที่การขึ้นค่าแรงหนุน กำลังซื้อกลุ่มลูกค้า Lower Income ขณะที่คาดกำไรปี 67 ขยายตัวตามยอดขายและอัตรากำไรที่ดีขึ้นจากประโยชน์ต้นทุนค่าไฟและก๊าซธรรมชาติลดลง