หากส่องรายชื่อผู้ถือหุ้นมีรายละเอียดดังนี้
1. บริษัท ธนา พาวเวอร์ โฮลดิ้ง ถือหุ้น 3,263,716,150 หุ้น สัดส่วน 24.98%
2.นาย ประเดช กิตติอิสรานนท์ ถือหุ้น 1,136,651,000 หุ้น สัดส่วน 8.70%
3. บริษัท ดีดี มาร์ท โฮลดิ้ง จำกัด ถือหุ้น 1,013,107,400 หุ้น สัดส่วน 7.75%
4. น.ส. เจนจิรา กิตติอิสรานนท์ ถือหุ้น 476,247,100 หุ้น สัดส่วน 3.64%
5. น.ส. นันทิดา กิตติอิสรานนท์ ถือหุ้น 460,181,800 หุ้นสัดส่วน 3.52%
6. นาย วิษณุ เทพเจริญ ถือหุ้น 459,889,304 หุ้น สัดส่วน 3.52%
7. นาย ไพโรจน์ ศิริรัตน์ถือหุ้น 363,039,481 หุ้น สัดส่วน 2.78%
8. บริษัท อินเตอร์-ไฮ (ประเทศไทย) 2011 จำกัด หุ้น ถือหุ้น 360,000,000 หุ้น สัดส่วน 2.76%
9. น.ส. อาทิกา ท่อแก้ว ถือหุ้น 314,080,217 หุ้น 2.40%
10. น.ส. ของขวัญ ฟูจิตนิรันดร์ ถือหุ้น 279,280,993 หุ้น 2.14%
สินทรัพย์รวม
- ปี 62 มูลค่า 11,044.12 ล้านบาท
- ปี 63 มูลค่า 10,717.35 ล้านบาท
- ปี 64 มูลค่า 11,328.15 ล้านบาท
- ปี 65 มูลค่า 15,528.78 ล้านบาท
- ปี 66 มูลค่า 15,708.01 ล้านบาท
หนี้สินรวม
- ปี 62 มูลค่า 5,170.50 ล้านบาท
- ปี 63 มูลค่า 5,738.94 ล้านบาท
- ปี 64 มูลค่า 6,734.77 ล้านบาท
- ปี 65 มูลค่า 6,112.64 ล้านบาท
- ปี 66 มูลค่า 5,785.98 ล้านบาท
รายได้รวม
- ปี 62 มูลค่า 1,585.79 ล้านบาท
- ปี 63 มูลค่า 709.92 ล้านบาท
- ปี 64 มูลค่า 1,651.32 ล้านบาท
- ปี 65 มูลค่า 1,801.49 ล้านบาท
- ปี 66 มูลค่า 1,664.82 ล้านบาท
ขาดทุนสุทธิ
- ปี 62 มูลค่า 653.19 ล้านบาท
- ปี 63 มูลค่า 928.08 ล้านบาท
- ปี 64 มูลค่า 889.13 ล้านบาท
- ปี 65 มูลค่า 417.22 ล้านบาท
- ปี 66 มูลค่า 708.88 ล้านบาท
ทั้งนี้กลุ่มบริษัทมีผลขาดทุนจากการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องติดต่อกันหลายปี และ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2566 มีหนี้สินหมุนเวียนรวมสูงกว่าสินทรัพย์หมุนเวียนรวมจำนวน 1,166 ล้านบาท และมีขาดทุนสะสมรวมจำนวน 3,888 ล้านบาท โดยหนี้สินหมุนเวียนดังกล่าวได้รวมถึงหุ้นกู้ที่ครบกำหนดไถ่ถอนภายในหนึ่งปีจำนวน 1,185 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม บริษัทระบุว่า ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ซึ่งจนถึงปัจจุบันยังคงส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อกิจกรรมทางธุรกิจของกลุ่มบริษัทในส่วนที่เกี่ยวกับการขายและการให้บริการจากการชะลอการตัดสินใจซื้อและโอนกรรมสิทธิ์ในอสังหา ริมทรัพย์ และการชะลอการใช้จ่ายของผู้บริโภค
รวมถึงการปิดกิจการโรงแรมเป็นการชั่วคราวอาจมีผลกระทบต่อแผนธุรกิจในอนาคตของกลุ่มบริษัท ได้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อฐานะการเงิน ผลการดำเนินงาน และกระแสเงินสด ในปัจจุบันและในอนาคตของกลุ่มบริษัท ฝ่ายบริหารของกลุ่มบริษัทมีการติดตามความคืบหน้าของสถานการณ์ดังกล่าวและประเมินผลกระทบทางการเงินเกี่ยวกับมูลค่าของสินทรัพย์ประมาณการหนี้สินและหนี้สินที่อาจเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และกำลังซื้อที่หดตัวกระทบต่อยอดขายอสังหาริมทรัพย์อย่างถ้วนหน้า ขณะที่ต้นทุนค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างที่สูงขึ้นก็เป็นปัจจัยฉุดรั้งธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เช่นกัน
แม้ว่าบริษัทฯ จะออกมาแจงเบื้องต้นว่ามีเงินเพียงพอในการชำระหนี้ทุกประเภท แต่คงต้องรอฝ่ายบริหารออกมาแถลงการณ์อย่างเป็นทางการอีกครั้งเพื่อให้รับรู้ถึงสถานะทางการเงินที่แท้จริง ว่าจะต่อคิวเป็นบริษัทที่ประสบวิกฤติทางการเงินหรือไม่.....