ส่วนในฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี stoxx600 พลิกกลับมาปรับตัวขึ้น +0.87% หนุนโดยแนวโน้มการทยอยลดดอกเบี้ยของเฟดในปีหน้า อย่างไรก็ดี การปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นยุโรปก็ถูกจำกัดโดยท่าทีของทั้ง BOE และ ECB ที่ยังคงต้องการคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับสูง จนกว่าทั้ง BOE และ ECB จะมั่นใจว่าสามารถควบคุมปัญหาเงินเฟ้อได้สำเร็จ
ฝั่งตลาดบอนด์ แม้ว่า รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะออกมาดีกว่าคาด ทว่า มุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ยังคงมองว่า เฟดอาจเริ่มลดดอกเบี้ยได้ในการประชุมเดือนมีนาคมหน้า และเฟดอาจลดดอกเบี้ยลงได้ราว -1.50% ยังคงเป็นปัจจัยที่กดดันให้ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงเคลื่อนไหวต่ำกว่าระดับ 4.00%
ทั้งนี้เริ่มเห็นแรงขายทำกำไรสถานะ Long บอนด์ระยะยาวของผู้เล่นในตลาดบ้าง หลังบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวลดลงมาพอสมควร ทำให้เรามองว่า นักลงทุนควรรอจังหวะเข้าซื้อในช่วงบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น มากกว่าจะไล่ราคาซื้อ (เน้น Buy on Dip) นอกจากนี้ มุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด นั้นอาจยังไม่สอดคล้องกับภาพเศรษฐกิจสหรัฐฯ ล่าสุดมากนัก ทำให้ ยังมีความเสี่ยงที่บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจผันผวนสูงขึ้นได้ ในกรณีที่ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาด จนทำให้ผู้เล่นในตลาดต้องปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดอีกครั้ง
ทางด้านตลาดค่าเงินนั้น เงินดอลลาร์ทยอยอ่อนค่าลง เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก หลังเงินปอนด์อังกฤษ (GBP) และเงินยูโร (EUR) ต่างปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง จากท่าทีของทั้ง BOE และ ECB ที่ยังคงต้องการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับสูง จนกว่าจะสามารถคุมปัญหาเงินเฟ้อได้
นอกจากนี้บรรยากาศเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินก็มีส่วนลดความต้องการถือเงินดอลลาร์ เป็นสินทรัพย์ปลอดภัยลงบ้าง ส่งผลให้ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวลดลงสู่ระดับ 101.9 จุด (กรอบ 101.8-102.6 จุด)
ส่วนราคาทองคำ จังหวะอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ รวมถึงการย่อตัวลงบ้างของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้ช่วยหนุนให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ก.พ.) รีบาวด์ขึ้นทดสอบโซนแนวต้านแถว 2,050-2,060 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทว่าราคาทองคำยังไม่สามารถปรับตัวขึ้นต่อไปได้ ท่ามกลางแรงขายทำกำไรของผู้เล่นในตลาด ซึ่งโฟลว์ธุรกรรมดังกล่าวก็มีส่วนช่วยหนุนให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น
สำหรับวันนี้ ไฮไลท์ สำคัญจะอยู่ที่รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญรายงานเดือนของจีน ทั้ง ยอดค้าปลีก (Retail Sales) และยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) ซึ่งจะช่วยสะท้อนแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนในช่วงนี้ได้
นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตา รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (S&P Manufacturing and Services PMIs) ในเดือนธันวาคม จากฝั่งอังกฤษ ยูโรโซน และสหรัฐฯ เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจและทิศทางนโยบายการเงินของบรรดาประเทศเศรษฐกิจหลักดังกล่าว
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท การแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องของเงินบาทนับตั้งแต่ตลาดรับรู้ผลการประชุมเฟด รวมถึงผลการประชุม BOE และ ECB อาจเริ่มชะลอลงบ้าง โดยเงินบาทอาจติดอยู่แถวโซนแนวรับ 34.80 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จนกว่าเงินบาทจะได้รับปัจจัยหนุนฝั่งแข็งค่าใหม่ๆ เพิ่มเติม
ซึ่งหนึ่งในปัจจัยที่อาจช่วยให้เงินบาทมีโอกาสแข็งค่าขึ้นต่อได้ คือ ฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะในส่วนตลาดหุ้น หลังล่าสุด นักลงทุนต่างชาติพลิกกลับมาซื้อสุทธิหุ้นไทยราว +3.5 พันล้านบาท อย่างไรก็ดี การปรับตัวลดลงของบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ที่อาจส่งผลกระทบต่อบอนด์ยีลด์ไทย ก็อาจทำให้นักลงทุนต่างชาติทยอยขายทำกำไรสถานะถือครองบอนด์ไทยได้บ้าง ดังจะเห็นได้จากแรงขายบอนด์ระยะยาวไทยในวันก่อนหน้า
นอกจากนี้ ควรระวังความผันผวนในช่วงตลาดทยอยรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญรายเดือนของจีน เพราะหากข้อมูลดังกล่าวออกมาแย่กว่าคาด ก็จะยิ่งสร้างความกังวลให้กับผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจจีน
ซึ่งอาจกดดันให้ เงินหยวนจีน (CNY) และสกุลเงินเอเชียส่วนใหญ่ ผันผวนอ่อนค่าลงได้ ในทางกลับกัน เนื่องจากผู้เล่นในตลาดต่างไม่ได้คาดหวังว่า ภาพเศรษฐกิจจีนจะออกมาสดใสมากนักในช่วงนี้ ทำให้ หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจออกมาดีกว่าคาด ก็อาจทำให้ตลาดกล้าเปิดรับความเสี่ยงการถือครองสินทรัพย์จีนมากขึ้น ซึ่งจะช่วยหนุนการแข็งค่าของเงินหยวนจีน (CNY) และสกุลเงินเอเชียได้บ้าง
อย่างไรก็ตาม กังวลว่า หากรายงานดัชนี PMI ของสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาดชัดเจน และสะท้อนภาพเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ก็อาจทำให้ ผู้เล่นในตลาดต้องทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดในปีหน้า ซึ่งจะทำให้เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อาจปรับตัวสูงขึ้น กดดันทั้งเงินบาทและราคาทองคำได้
โดยในช่วงนี้ ทุกสินทรัพย์ยังอยู่ในช่วงเผชิญความผันผวนสูง ทำให้เราคงคำแนะนำว่า ผู้ประกอบการควรใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย อาทิ Option เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน และนอกเหนือจากการใช้เครื่องมือดังกล่าว การเลือกทำธุรกรรมในสกุลเงินท้องถิ่น (Local Currency) ก็เป็นอีกแนวทางในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนที่น่าสนใจ ซึ่งผู้ประกอบการควรเปรียบเทียบต้นทุนในการทำธุรกรรมและแผนการป้องกันความเสี่ยงก่อนตัดสินใจทุกครั้ง มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 34.80-35.10 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ