4.ผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ยสูงยังคงมีออกมาเรื่อย ๆ
ผลกระทบจากการที่ธนาคารกลางทั่วโลก เร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อจัดการกับปัญหาเงินเฟ้อ ยังน่าจะมีออกมาอีกในช่วงเวลาต่อจากนี้ หลังจากที่การล่มสลายของ Silicon Valley Bank เป็นเพียงแค่ปัญหาแรกที่แสดงออกมาให้เห็น
โดยผลสำรวจจาก Deutsche Bank ระบุว่านักลงทุนส่วนใหญ่ยังมองว่าอัตราดอกเบี้ยที่สูง จะทำให้เกิดปัญหาต่อตลาดการเงินโลก และมีบางส่วนที่มองว่าดอกเบี้ยสูงอาจนำมา ซึ่งปัญหาร้ายแรงในภาคการเงินได้
5.สัดส่วนการถือครองหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ข้อมูลจาก JPMorgan Data Asset & Alpha Group ซึ่งเป็นการเก็บข้อมูลจาก นักลงทุนหลายประเภทในสหรัฐฯ อาทิ นักลงทุนรายย่อย, กองทุนรวม, Hedge Funds และตลาด Options ระบุว่าสัดส่วนการถือครองหุ้นสหรัฐฯ ณ ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 7 ก.ค. 2023) เพิ่มสูงขึ้นมากที่สุดในรอบ 18 เดือน
โดยเฉพาะหุ้น 8 ตัวขนาดใหญ่ คือ Apple, Microsoft, Amazon, Meta, Netflix, Alphabet, Tesla และ Nvidia ที่ปัจจุบันเป็นสัด ส่วนกว่า 30% ของดัชนี ราคาหุ้นปรับเพิ่มขึ้นแรงนับตั้งแต่ต้นปีแทบจะทุกบริษัท โดยนักวิเคราะห์จาก JPMorgan เชื่อว่าปัจจุบันตลาดกำลังอยู่ในภาวะ FOMO (Fear of missing out)
อย่างไรก็ดีถึงแม้ว่าตลาดหุ้นดูจะมีแต่ปัจจัยที่น่ากังวล แต่หากดูจากข้อมูลในเชิงปริมาณผ่านสถิติย้อนหลังตั้งแต่ปี 1950-ปัจจุบัน พบว่าในปีที่ดัชนี S&P500 ปรับเพิ่มขึ้นได้มากกว่า 10% ในช่วงครึ่งปีแรก ตลาดจะสร้างผลตอบแทนได้ดีในอีก 6 เดือนต่อมา โดยมีโอกาสที่ผลตอบแทนเป็นบวกอยู่ที่ 81.8% และสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยได้ 7.7% ในช่วงอีก 6 เดือนที่เหลือของปี
ดังนั้นแม้จะยังมีหลายปัจจัยที่น่ากังวลในช่วงครึ่งปีหลัง แต่ไม่ได้หมายความว่าตลาดจะย่ำแย่ถึงขั้นควรหลีกเลี่ยงการลงทุน เพียงแต่การลงทุนด้วยการเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้นและกระจายความเสี่ยง น่าจะยังเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสมที่สุดและนำมาใช้ได้ในช่วงเวลาที่เหลือของปี
ที่มา : บทความ
โดย สวภพ ยนต์ศรี AFPT™ Senior Wealth Manager บลจ.ทิสโก้