นายอมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัยและที่ปรึกษาการลงทุน ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย กล่าวว่า การประชุมกนง.ครั้งนี้คาดว่าขึ้นดอกเบี้ย 0.25% จาก 1.5% เป็น1.75% ซึ่งเป็นการปรับขึ้นครั้งสุดท้าย เพราะสถานการณ์เศรษฐกิจไทยไม่ค่อยแข็งแกร่งเหมือนการประชุมครั้งก่อนหน้า
โดยรอบที่แล้วธปท.มีปัจจัยพิจารณาอยู่ 2 เรื่อง คือ เงินเฟ้อกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ซึ่งเราคิดว่า แรงกดดันเงินเฟ้อน่าจะบรรเทาลง หลังเศรษฐกิจไม่ได้ฟื้นตัวได้เด่น การผลักภาระต้นทุนผู้บริโภค หลังจากผู้ประกอบการต้นทุนสูงขึ้นในปีที่แล้วซึ่งแรงนี้ก็เริ่มแผ่วลง เพราะภาพรวมเศรษฐกิจไม่ได้ฟื้นเด่นขนาดนั้น และภาคการส่งออกก็ยังดูไม่ค่อยดีการท่องเที่ยวเองก็ไม่ได้กระจายตัวมากนัก จึงมองภาพความเสี่ยงเศรษฐกิจมีค่อนข้างมาก
สำหรับอัตราเงินเฟ้อนั้น น่าจะลงเร็วกว่าที่คาด อาจไม่ถึง 3% และอาจเข้าสู่กรอบเงินเฟ้อด้านบนของแบงก์ชาติที่ 1.3% ได้ภายในไตรมาส 2/66 การขึ้นอัตราดอกเบี้ยน่าจะมีข้อจำกัด โดยอาจจะขึ้นแค่รอบนี้ก่อน และ รอดูสถานการณ์ โดยเฉพาะการให้น้ำหนักว่าสหรัฐเองก็น่าใกล้จะหมดรอบการปรับขึ้นดอกเบี้ยเช่นกัน
สำหรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่จะปรับขึ้น 1.75% คิดว่า เหมาะสมกับเศรษฐกิจไทย เพราะต้องมองว่าสถานการณ์เศรษฐกิจในขณะนี้ เปลี่ยนไปจากอดีต เพราะเศรษฐกิจไทยไม่ได้เติบโตในลักษณะเร่งตัวแรงอย่างที่คิดไว้ เพราะภาคการส่งออกเองก็ฉุดเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อที่มาจากราคาพลังงานก็ลดลง แต่อย่างไรก็ตาม ก็มองว่า อัตราดอกเบี้ยอาจปรับขึ้นได้ถ้าสถานการณ์เปลี่ยนแปลงในอนาคต
ส่วนปัญหาภาคการเงินในต่างประเทศว่า เหตุการณที่เกิดขึ้น อย่างน้อยมีผลทำให้คนเริ่มคาดการณ์ว่า สหรัฐน่าจะใกล้สิ้นสุดการขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมรอบหน้า 5.65% และจะปรับลดลงในครั้งต่อไป ดังนั้นภาพการลดดอกเบี้ยปลายปีที่แรงขึ้นก็มีผลให้ค่าเงินบาทไม่ได้อ่อนค่า
ซึ่งปกติแล้วส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยจะทำให้เงินบาทอ่อนค่า แต่ตอนนี้บาทไม่ได้กลับไปอ่อน เพราะปัจจัยดังกล่าว ซึ่งแบงก์ชาติเองก็อาจมีช่องทางที่ไม่ขึ้นดอกเบี้ยตามสหรัฐ และหันมาดูอุปสงค์ในประเทศเป็นหลัก